การวางแผนเพื่อมีเงิน

ความสำคัญของการวางแผนเพื่อมีเงินหนึ่งล้านบาท

   เงินหนึ่งล้านบาท เพียงเอ่ยถึงหลาย ๆ คนอาจมีความรู้สึกว่าช่างไกลเกินเอื้อม แต่ใช่ว่าเงินหนึ่งล้านบาทจะเป็นสิ่งที่ยากสำหรับผู้ที่ต้องการเก็บออม เพียงมีความตั้งใจจริง มุ่งมั่นและขยันทำงาน เงินหนึ่งล้านบาทก็จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ความสำคัญของการมีเงินหนึ่งล้านบาทก่อนเกษียณนั้น เนื่องมาจากว่าด้วยค่าครองชีพที่สูงขึ้นในปัจจุบันและอาจจะสูงเพิ่มขึ้นไปอีกในอนาคต พร้อมกันนั้นก็ยังมีค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิดซึ่งอาจเกิดขึ้นในช่วงที่เลยวัยเกษียณ ซึ่งกว่าจะถึงช่วงเวลานั้น ต่างคนต่างก็อาจไม่มีกำลังมากพอที่จะทำงานและสร้างรายได้อีกครั้ง ดังนั้น การเตรียมตัวในทุกก้าวของชีวิตเพื่อให้การเก็บออมเงินหนึ่งล้านบาทสามารถทำได้จริงนั้น ไม่เพียงต้องขยันทำงานเพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องอาศัยปัจจัยอื่น ๆ มาประกอบ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างรายได้เสริม การสร้าง Passive Income เป็นต้น ซึ่งหลักการออมให้มีเงินครบหนึ่งล้านบาทมีข้อที่ต้องคำนึงถึงดังต่อไปนี้

ใครบ้างที่ต้องมีการเตรียมเก็บเงินหนึ่งล้านบาท

   หลาย ๆ คนอาจตั้งคำถามว่าการมีเงินเก็บหนึ่งล้านบาทก่อนเกษียณเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคนหรือไม่ แท้จริงแล้วการเก็บออมเงิน คือ สิ่งที่หนุ่มสาววัยทำงานทุกคนควรกระทำ ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่าวัยหนุ่มสาวเป็นวัยที่พร้อมสำหรับการทำงานและทำเงิน ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพที่แข็งแรง จิตใจที่ปลอดโปร่งแจ่มใส เปี่ยมไปด้วยความกระตือรือร้นแห่งการทำงาน ทั้งนี้การเตรียมเก็บเงินหนึ่งล้านบาทควรทำในกลุ่มคนต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

1.มนุษย์เงินเดือน

   มนุษย์เงินเดือน คือ บุคคลกลุ่มแรกที่ควรมีเงินเก็บออมหนึ่งล้านบาท ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่าอาชีพมนุษย์เงินเดือนเป็นอาชีพที่ไม่แน่นอนสักเท่าใดนัก ยามที่อยู่ในวัยทำงานจึงควรตักตวงให้ได้มากที่สุด ที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องมาจากว่าหากพ้นวัยทำงานแล้ว สุขภาพจะเริ่มถดถอย ร่างกายจะอ่อนแอลง และทำให้ไม่สามารถทำงานเพื่อเก็บเงินได้ อีกทั้งสุขภาพก็จำเป็นต้องรักษา อาจเสียค่าใช้จ่ายในส่วนนี้มาก ดังนั้น การเลือกที่จะเก็บออมเงินนับแต่วันนี้คือสิ่งที่ควรทำ

2.ผู้ทำงานฟรีแลนซ์ (รับจ้างอิสระ)

   เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าผู้ทำอาชีพฟรีแลนซ์ มีรายได้ไม่แน่นอน ดังนั้น การเลือกเก็บออมเงินในขณะที่ยังมีความสามารถในการหาเงินได้คือสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม แม้ว่าฟรีแลนซ์อาจจะสามารถเก็บเงินได้ยากมากกว่ามนุษย์เงินเดือน เนื่องจากวันที่ได้รับเงินไม่แน่นอนในแต่ละเดือน ซึ่งจุดนี้ก็แล้วแต่เทคนิคของแต่ละคนที่จะพยายามเก็บออมเงินให้ได้ โดยอาจจะเลือกเก็บเงินครึ่งต่อครึ่งของจำนวนเงินที่ได้รับในแต่ละครั้ง ทั้งนี้ก็เพื่อสร้างความมีวินัยให้กับตนเองในการเก็บออมเงิน แต่สำหรับผู้ไม่สะดวกในการเก็บเงินครึ่งต่อครึ่งของจำนวนเงินที่ได้รับ อาจเลือกเก็บให้อยู่ในอัตรา 30 เปอร์เซ็นต์ก็ได้เช่นกัน

3.เจ้าของธุรกิจ

   อาชีพเจ้าของธุรกิจแม้จะมีเงินหมุนเวียนมาก มีรายได้เข้าและออกเป็นจำนวนมหาศาล แต่ธุรกิจต่าง ๆ ก็ล้วนแล้วแต่ไม่แน่นอน บางครั้งปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจดำเนินไปได้ไม่ดี ไม่ได้อยู่ที่ตัวของผู้บริหาร แต่ทว่าขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอก ซึ่งสิ่งนี้จะทำให้การทำธุรกิจชะงักและอาจนำมาสู่การล้มเหลวทางธุรกิจ ไม่มีเงินเก็บออมเมื่อเกษียณก็เป็นได้

ข้อดีของการมีเงินหนึ่งล้านบาทในอนาคต

   การเก็บออมเงินหนึ่งล้านบาทให้ได้นับว่าเป็นสิ่งที่คนวัยทำงานหลายคนเคยตั้งใจไว้ เนื่องจากในช่วงที่ถึงวัยเกษียณ การหารายได้ย่อมทำได้ยากกว่าเดิม นอกจากนี้สุขภาพก็เสื่อมถอยลงกว่าเดิม ดังนั้น การเลือกเก็บเงินให้ได้จำนวนมากจะทำให้ผู้เกษียณอุ่นใจนั่นเอง โดยข้อดีของการมีเงินหนึ่งล้านบาทในวัยเกษียณมีดังนี้

1. มีเงินออมสำหรับลงทุนเล็ก ๆ น้อย ๆ ในวัยเกษียณ

   ในวัยเกษียณ ผู้สูงอายุอาจรู้สึกเหงาและว้าเหว่ ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่าเคยทำงานและสร้างรายได้ให้กับตัวเองมาตลอดชีวิต เมื่อวันหนึ่งต้องใช้ชีวิตอย่างไร้เป้าหมาย ทำให้เบื่อหน่ายได้ การลงทุนเล็ก ๆ น้อย ๆ จึงนับว่าตอบโจทย์การใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ของมนุษย์ได้ดีที่สุด ซึ่งถ้าหากว่าผู้เกษียณมีเงินเก็บออมก็จะสามารถนำเงินนั้นมาลงทุนได้

2. ไม่ก่อให้เกิดความเครียดและไม่เป็นภาระกับลูกหลาน

   ความเครียดจากการที่ต้องเป็นผู้รับเงินจากลูกหลานจะทำให้ผู้เกษียณรู้สึกเบื่อหน่ายและท้อแท้ ดังนั้น การเก็บออมเงินด้วยตัวเองโดยพยายามเก็บออมเงินให้ครบหนึ่งล้านบาทจะทำให้ผู้เกษียณอายุรู้สึกถึงคุณค่าของตนเอง

3. มีเงินสำหรับใช้จ่ายเพื่อบำรุงรักษาสุขภาพ

   ในช่วงวัยที่เรียกว่าเกษียณ บางครั้งอาจเกิดโรคภัยอย่างไม่คาดคิดได้ ดังนั้น สิ่งที่ผู้สูงอายุควรให้ความระมัดระวังมากที่สุดก็คือการพยายามออมเงินในช่วงวัยทำงาน ทั้งนี้ก็เพื่อให้มีเงินสำหรับใช้จ่ายบำรุงสุขภาพนั่นเอง การรักษาสุขภาพให้แข็งแรงเปรียบได้กับต้นทุนสำคัญที่จะทำให้ช่วงวัยเกษียณมีความสุขมากขึ้น

ข้อดีของการเริ่มต้นเก็บออมเงินเร็วกว่าผู้อื่นคือจะทำให้ผู้ออมมีระยะเวลาเก็บเงินที่ยาวนานขึ้น ยกตัวอย่างเช่น หากริเริ่มเก็บเงินตั้งแต่อายุ 25 ปี โดยมีระยะเวลาจนกว่าจะเกษียณ 35 ปี นั่นหมายถึงว่าในช่วงระยะเวลา 420 เดือนนี้ ผู้ที่เก็บออมเงินสามารถเก็บออมเงินเพียงเดือนละ 2,380.95 บาทเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่ภาระที่หนักเกินไปสำหรับมนุษย์เงินเดือนเลยแม้แต่นิดเดียว

ข้อเสียของการไม่ออมเงินให้ได้หนึ่งล้านบาทก่อนเกษียณ

   การไม่ออมเงินแม้ว่าจะมีรายได้มากเพียงพอ จะส่งผลให้ผู้ที่อยู่ในวัยทำงานไม่มีความปลอดภัย หากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด ยกตัวอย่างเช่น บริษัทปิดตัว หรือแม้แต่เศรษฐกิจพังพินาศ สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นข้อควรระวังอย่างยิ่งของมนุษย์ยุคนี้ เนื่องจากความแน่นอน คือ ความไม่แน่นอน การตั้งอยู่ในความประมาท คือ สิ่งปลอดภัยที่สุด สำหรับผู้ที่ลังเลใจเกี่ยวกับการออมเงิน การพยายามฝึกวินัยในตนเองให้ได้มากที่สุด พร้อมกับใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อน้อมนำแนวทางพระราชดำริมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ คือ สิ่งที่ควรทำหากต้องการมีเงินหนึ่งล้านบาทให้ได้ก่อนวัยเกษียณ

สำหรับข้อเสียของการไม่ออมเงินหนึ่งล้านบาทก่อนเกษียณมีดังนี้

1.เกิดความเครียดและคิดว่าตนเองเป็นภาระกับลูกหลาน

   เนื่องด้วยวัยผู้สูงอายุ คือ วัยที่คิดมาก การเกิดความเครียดในช่วงที่ไม่มีเงินออมและคิดว่าตนเองเป็นภาระของลูกหลาน คือ ช่วงที่ลูกหลานควรให้ความเอาใจใส่และดูแลให้ดีมากที่สุด

2. ไม่มีเงินเพียงพอหากเจ็บป่วยหนัก

   เมื่อไม่ได้ออมเงินก้อนใหญ่ไว้ การรับการรักษาในโรงพยาบาลเอกชนก็นับเป็นเรื่องยาก ซึ่งหากผู้เกษียณอายุมีเงินออม การเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล คือ สิ่งที่จะช่วยให้ผู้สูงอายุหายป่วยรวดเร็วขึ้นอีกด้วย

3. เกิดความกดดัน

   เพราะการไม่มีเงินเพียงพอสำหรับใช้จ่ายในแต่ละวัน ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากว่าไม่มีเงินออมสำหรับใช้จ่าย บางครั้งผู้สูงอายุก็อาจจะเกิดความกดดันได้อย่างแน่นอน ซึ่งหากเริ่มต้นเก็บในช่วงเริ่มต้นการทำงาน การมีเงินหนึ่งล้านบาทก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

4. ไม่มีเงินสำหรับลงทุนธุรกิจเล็ก ๆ

  
การลงทุนทำธุรกิจเล็ก ๆ สามารถสร้างความหมายในการมีชีวิตอยู่ให้กับผู้เกษียณได้เป็นอย่างดี ดังนั้น การมีเงินออมสำหรับก่อตั้งธุรกิจจึงนับเป็นสิ่งที่เหมาะสมมากที่สุด

5. อาจจะลำบากในช่วงสูงวัย

   หลาย ๆ ครั้งที่ผู้เลือกครองโสดกลับต้องพบกับความยากลำบากในขณะที่อยู่ในวัยเกษียณ ดังนั้น การออมเงินเพื่อป้องกันการลำบากในช่วงที่ไม่สามารถประกอบอาชีพเพื่อเลี้ยงชีพตนเองได้นับว่าคือสิ่งที่ควรคำนึงถึงมากที่สุด เพราะนอกจากจะช่วยให้ผู้สูงวัยไม่ต้องพบกับการลำบากมากเกินไปแล้ว ยังสามารถนำเงินที่มีไปต่อยอดให้เพิ่มปริมาณมากขึ้นหรือที่เรียกว่าการฝากประจำก็ได้เช่นกัน

สำหรับข้อเสียของการไม่ออมเงิน นอกจากจะส่งผลเสียต่อการดำเนินชีวิตในช่วงเกษียณแล้ว บางครั้งอาจจะส่งผลต่อการดำเนินชีวิตได้ในกรณีที่เจ็บป่วยหรือมีรายจ่ายฉุกเฉิน จะเห็นว่าการทำงานเพื่อออมเงินไม่ใช่เรื่องยากสักนิด ขอเพียงมีความตั้งใจจริง เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว

วิธีเก็บออมเงินอย่างเป็นขั้นตอน

   สำหรับขั้นตอนของการออมเงิน หากมีการเรียงลำดับขั้นตอนอย่างเป็นรูปธรรมเชื่อแน่ว่าจะสามารถเก็บเงินได้ทุกคนอย่างแน่นอน แต่ส่วนหนึ่งของการมีเงินล้านบาทให้ได้ก่อนเกษียณ ผู้ออมเงินจำเป็นต้องใช้ความมุ่งมั่นอีกด้วย ซึ่งขั้นตอนการเก็บเงินโดยละเอียดมีดังนี้

1. กำหนดเงินที่ต้องเก็บเพื่อการมีเงินหนึ่งล้านบาทในแต่ละเดือน

   การคำนวณเงินเพื่อการออมเงินอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรนั้น คือ ส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการเก็บออมเงิน เนื่องจากส่วนใหญ่แล้วการออมเงินมักจะมีการผิดพลาดไปจากแผนได้ง่าย เนื่องจากมีเหตุต้องใช้จ่ายในด้านอื่นก่อนนั่นเอง เพราะฉะนั้นการวางแผนเพื่อเก็บเงินจำนวนเงินหนึ่งล้านบาทที่ดีมากกว่าเดิมคือการกำหนดจำนวนเงินที่ต้องเก็บ

2. เปิดบัญชีโดยเฉพาะสำหรับการเก็บเงินหนึ่งล้านบาท

   การเปิดบัญชีแยกอีกหนึ่งบัญชี นอกเหนือจากการออมเงินแบบทั่วไปจะทำให้การเก็บออมเงินทำได้ง่ายขึ้น และเห็นเป็นตัวเลขที่ชัดเจนขึ้นมากกว่าเดิมอีกด้วย ทั้งนี้หากเก็บเงินทั้งหมดรวมกันในบัญชีออมเงินทั่วไป หากมีกรณีฉุกเฉินที่ต้องถอนออกมาก็จะทำให้ผู้ออมเงินไม่สามารถรับทราบเงินที่ตนเองเก็บเพื่อการออมเงินหนึ่งล้านบาทได้ ซึ่งหากจะให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดของการเก็บออมเงินผู้เปิดบัญชีควรเลือกเปิดบัญชีฝากประจำเพื่อไม่ให้ตนเองถอนเงินมาใช้ หรือหากเลือกประเภทบัญชีที่มีการบังคับฝากเงินในแต่ละเดือนได้ก็ยิ่งดีมากขึ้นไปอีก

3. แบ่งเงินออกเป็นส่วน ๆ

   เมื่อได้รายรับหรือเงินเดือนในแต่ละเดือนแล้ว สิ่งที่ผู้ออมเงินควรทำก็คือการแบ่งเงินออกเป็นส่วน ๆ โดยแบ่งออกเป็นค่าใช้จ่ายรายเดือน ค่าใช้จ่ายรายสัปดาห์และค่าใช้จ่ายรายวัน นอกจากนั้นควรแบ่งเงินอีกส่วนสำหรับจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเทอร์เน็ตโดยเฉพาะ เพราะจะทำให้ผู้ออมเงินเห็นรายจ่ายของตนเองได้ชัดเจนขึ้น ทั้งนี้ผู้ออมเงินควรแบ่งเงินออมออกเป็นสามส่วนด้วยกัน ได้แก่ เงินออมยามฉุกเฉิน เงินออมยามเจ็บป่วย และเงินออมสำหรับฝากในบัญชีฝากประจำเพื่อเก็บเงินหนึ่งล้านบาท ทั้งนี้การแยกเงินออมออกเป็นส่วน ๆ จะทำให้การถอนเงินมาใช้จ่ายยามจำเป็นมีระบบมากขึ้น

4. มีการจดบันทึกรายรับรายจ่าย

   เคล็ดลับการประหยัดของยุคนี้ คือ การจดบันทึกรายรับรายจ่ายนั่นเอง ทั้งนี้การจดบันทึกรายรับรายจ่ายจะทำให้ผู้ใช้เห็นภาพรวมของการใช้เงินที่เป็นพฤติกรรมของตนเองได้ชัดเจนขึ้น เพราะการบันทึกรายรับรายจ่ายจะมีการเขียนรายละเอียดว่าซื้อสินค้าใดไปบ้างนั่นเอง สำหรับการจดบันทึกรายรับรายจ่ายที่ดี ผู้จดบันทึกควรมีการบันทึกทุกครั้งที่มีรายรับและมีรายจ่าย และควรรวมยอดเงินของบัญชีรายรับรายจ่ายในแต่ละสัปดาห์ ทั้งนี้ก็เพื่อหาช่องโหว่ของการจับจ่ายใช้สอยและหารายได้เสริมเพิ่มขึ้น

5. งดการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เกินความจำเป็น

  
กิเลส คือ สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น ซึ่งผู้ที่ต้องการบรรลุเป้าหมายการมีเงินเก็บหนึ่งล้านบาทก่อนเกษียณควรหักห้ามใจตนเองให้ได้เสียก่อน เนื่องจากความต้องการของมนุษย์ล้วนแล้วแต่ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่ว่าจะเป็นความต้องการทางด้านอาหาร ความต้องการทางด้านเครื่องแต่งกาย และความต้องการทางด้านความสะดวกสบายในชีวิต การหักห้ามใจไม่ให้ใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือยทำได้ไม่ยาก เพียงมีความตั้งใจก็สามารถบรรลุเป้าหมายได้

6. ลงทุนในตลาดหุ้น

   การเล่นหุ้นเพื่อเน้นรับเงินปันผล คือ วิธีการสร้างรายได้แบบ Passive Income ได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ผู้ที่เลือกลงทุนในตลาดหุ้นควรเลือกหุ้นที่มีแนวโน้มว่าจะเติบโตได้ในอีกสิบปีข้างหน้า ไม่ควรหลงไปเล่นหุ้นปั่นหรือหุ้นเก็งกำไร เนื่องจากเป็นการลงทุนที่ไม่มั่นคงและมีความเสี่ยงมากที่สุด

หนังสือแนะนำเพื่อการออมเงิน

   การอ่านหนังสือ คือ การลงทุนทางปัญญา สำหรับผู้ที่ต้องการให้การออมเงินหนึ่งล้านบาทไม่ใช่เรื่องยาก ควรเลือกหนังสือเหล่านี้เพื่อเสริมสร้างแรงบันดาลใจ

1.หนังสือ 90 วัน ออมเปลี่ยนชีวิต โดย มิสึอะกิ โยโกยามะ แปลโดย ดร.ศิริลักษณ์ ศิริมาจันทร์

หนังสือเล่มนี้จะช่วยให้ผู้อ่านสร้างชุดความคิดรูปแบบใหม่เกี่ยวกับการออมเงิน และทำให้ผู้อ่านคิดว่า ไม่ว่าใครก็สามารถสนุกไปกับการออมเงินได้ ซึ่งครอบครัวญี่ปุ่นหลาย ๆ ครอบครัวได้พิสูจน์แล้วว่าเห็นผลได้จริง หนังสือเล่มนี้จะเริ่มต้นด้วยการทำแบบทดสอบเกี่ยวกับความสามารถในการออมเงิน ว่าผู้อ่านนั้นมีความสามารถในการออมมากน้อยเพียงใด ซึ่งหลังทำแบบทดสอบนี้แล้ว การอ่านหนังสือเล่มนี้เพิ่มเติมจะช่วยแนะนำวิธีการออมเงินให้เข้าใจง่ายและทำตามได้ทันที

2. The Richest Man in Babylon – เศรษฐีชี้ทางรวย โดย George S. Clason ผู้แปล วรรฑนา วงษ์ฉัตร

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ได้รับความนิยมอย่างยิ่งในต่างประเทศ และเขียนเกี่ยวกับการบริหารเงินโดยเฉพาะ โดยจะใช้เมืองบาบิโลนเป็นฉากหลังของนิยายเรื่องนี้ ซึ่งบาบิโลนเริ่มต้นจากการเป็นเมืองที่ไม่มีทรัพยากรใด ๆ มากนัก แต่ทว่าก็ได้พัฒนาตนเองตนเจริญและร่ำรวยได้ หนังสือเล่มนี้จะทำให้ผู้อ่านได้รับแนวคิดเกี่ยวกับการสร้างความร่ำรวยได้แน่นอน

สำหรับผู้ที่มีความต้องการเก็บเงินให้ได้หนึ่งล้านบาทก่อนเกษียณ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในอนาคต นอกจากจะทำตามข้อปฏิบัติต่าง ๆ เหล่านี้แล้ว การพยายามมุ่งมั่นตั้งใจให้สำเร็จคือสิ่งจำเป็นและเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้การเก็บออมเงินล้านไม่ไกลเกินเอื้อม