ภาษีมนุษย์เงินเดือน

ประหยัดภาษีฉบับมนุษย์เงินเดือน

   อย่างที่เรารู้กันอยู่แล้วว่าภาษีคือสิ่งที่รัฐเรียกเก็บจากประชาชนเพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาประเทศ ในฐานะประชาชนที่อยู่ในประเทศเรามีหน้าที่ต้องเสียภาษีทั้งทางตรงและทางอ้อม ภาษีทางตรง คือ ภาษีที่รัฐเรียกเก็บโดยตรงจากรายได้ของเรา เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ส่วนภาษีทางอ้อม คือ ภาษีที่เรียกเก็บจากผู้บริโภคที่จับจ่ายซื้อของอุปโภคบริโภค เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต ภาษีศุลกากร เป็นต้น ภาษีเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ถือว่าอยู่รอบ ๆ ตัวเรา รายได้ที่เราได้รับแต่ละเดือนจะต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายก่อน ทำให้เงินรายได้ของเราน้อยลงเพราะต้องจ่ายภาษี ในขณะที่ภาษีทางอ้อมก็ทำให้ราคาสินค้าหรือบริการที่เราต้องจ่ายรวมภาษีเหล่านั้นเข้าไว้ด้วย หากอัตราภาษีเพิ่มขึ้นก็จะมีผลกับราคาสินค้าและบริการที่เราเหมือนต้องจ่ายแพงขึ้นไปด้วย

ภาษีที่เรียกเก็บจากประชาชนถือเป็นรายได้ของรัฐที่จะนำไปใช้จ่ายในโครงการต่าง ๆ เพื่อพัฒนาประเทศและการพัฒนาเหล่านั้นก็จะกลับมาทำให้สวัสดิภาพและความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น ดังนั้นจึงถือเป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคนที่จะต้องเสียภาษีอย่างถูกต้อง หน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ในการจัดเก็บภาษีก็คือ กรมสรรพากร กรมศุลกากร และกรมสรรพสามิต แล้วแต่ว่าเป็นภาษีประเภทใด

วันนี้เราจะพูดถึงภาษีที่เกี่ยวข้องกับคนทำงานประจำหรือมนุษย์เงินเดือน ซึ่งก็คือภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั่นเอง ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นภาษีที่เรียกเก็บจากผู้ที่มีรายได้สุทธิถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด โดยจากข้อมูลจากกรมสรรพากรล่าสุด ปี 2557 พบว่าคนไทยทั้งประเทศมี 60 กว่าล้านคน มีผู้มายื่นแบบ ภ.ง.ด. 90-91 จำนวน 10.3 ล้านคน และในจำนวนนี้มีคนเพียงแค่ 4 ล้านคน ที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ในขณะที่คนที่เหลืออีก 6.3 ล้านคน ไม่ต้องจ่ายภาษี เนื่องจากรายได้สุทธิไม่ถึง 150,000 บาท ตามที่กฎหมายกำหนดถือว่าไม่ต้องเสียภาษี ดังนั้น ตัวเลขของคนที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอยู่ในปัจจุบันก็คือ 4 ล้านคนต่อปีเท่านั้น เราในฐานะคนทำงานประจำก็เป็นหนึ่งใน 4 ล้านคน ที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเช่นกัน

การเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นหน้าที่ของผู้มีรายได้ที่จะหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น เราจะต้องมีความรู้ในเรื่องภาษีว่าคำนวณอย่างไร มีที่มาที่ไปอย่างไร ทำไมเราถึงโดยหักภาษีจากรายได้เราไปทุกเดือน หักถูกต้องหรือไม่ และที่สำคัญคือมีวิธีใดบ้างที่จะช่วยทำให้เราเสียภาษีน้อยลง การวางแผนในการเสียภาษีอย่างเหมาะสมถือเป็นหนึ่งในการวางแผนทางการเงินของบุคคล เพื่อช่วยให้เราบริหารจัดการเงินของเราได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถมีเงินไปลงทุนหรือทำอย่างอื่นได้เพิ่มขึ้น

มนุษย์เงินเดือนเมื่อทำงานมีเงินเดือน ส่วนมากทางบริษัทหรือองค์การที่เราทำงานอยู่จะทำการหักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากเงินรายได้ของเราในแต่ละเดือนเลย เป็นการหักภาษี ณ ที่จ่าย โดยจะคิดตามฐานภาษีที่เราต้องเสียเป็นหลัก ซึ่งถือเป็นการช่วยบรรเทาเป็นการทยอยจ่ายภาษีโดยไม่ต้องจ่ายเต็มก้อนใหญ่ในปีเดียวเลย กรมสรรพากรมีกฎระเบียบให้ผู้มีเงินได้ทำการยื่นแบบรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของปี ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป เมื่อถึงกำหนดในช่วงนั้นผู้มีเงินได้ทุกคนก็จะต้องคำนวณรายได้เพื่อยื่นแบบแสดงในการเสียภาษี หากบริษัทหรือองค์กรที่เราทำงานอยู่หักเงินภาษีไว้ไม่พอกับที่เราต้องจ่ายจริง เราก็ต้องจ่ายภาษีส่วนเพิ่ม แต่หากบริษัทหรือองค์กรที่เราทำงานอยู่หักเงินภาษีไว้เกิน เราก็มีสิทธิ์ขอภาษีคืนได้เช่นกัน ดังนั้น เรามีหน้าที่ในการให้ข้อมูลส่วนตัวและหลักฐานต่าง ๆ ล่าสุดที่มีผลกับการคำนวณภาษีเงินได้ของเรากับบริษัทหรือองค์ที่เราทำงานอยู่ด้วย เพื่อให้การคำนวณเพื่อหักภาษี ณ ที่จ่ายในปีต่อไปมีความใกล้เคียงกับภาษีที่จะต้องจ่ายจริงให้มากที่สุด

หลักการคำนวณเงินภาษีที่ต้องจ่ายสำหรับเงินได้บุคคลธรรมดาก็มีดังนี้

เงินได้พึงประเมินรายปี เป็นเงินเดือนหรือรายได้ที่เราได้รับตลอดทั้งปี หากมีเงินพิเศษ เช่น โบนัสก็ให้รวมด้วย เช่น หากมีเงินเดือน 30,000 บาทต่อเดือน และได้โบนัสอีก 3 เดือน ก็รวมเป็นได้ 30,000 X 15 = 450,000 บาท และยังมีรายได้อื่น ๆ อีกหรือไม่ เช่น ค่าเช่าบ้าน ดอกเบี้ย เงินปันผล ก็ให้นำมารวมคำนวณด้วย ที่ต่างกันก็แค่หากมีรายได้ประเภทที่ 1 คือ เงินเดือน ค่าล่วงเวลา โบนัส ค่าเบี้ยเลี้ยง เพียงอย่างเดียวก็ให้ยื่นแบบ ภ.ง.ด. 91 แต่หากมีรายได้ประเภทอื่นๆ ด้วย และคนทำงานอาชีพอิสระ เช่น หมอ ทนายความ หรือคนที่ประกอบธุรกิจ ก็จะต้องยื่น แบบ ภ.ง.ด. 90

เงินที่ได้รับการยกเว้นไม่ถือเป็นเงินได้พึงประเมิน ก็ให้เอามาหักออก เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือเงินสะสม กบข. ส่วนที่เกิน 10,000 บาท หรือเงินยกเว้นอื่น ๆ ก็ให้เอามาหักออก

ค่าใช้จ่ายที่ให้หักได้ตามกฎหมาย ก็ให้เอามาหักออก ปัจจุบันปีภาษี 2558 ให้หักได้ 40% แต่ไม่เกิน 60,000 บาท

ค่าลดหย่อนต่าง ๆ เช่น ค่าลดหย่อนสำหรับตัวเอง คู่สมรส บุตร บิดามารดา เงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินสมทบประกันสังคม ประกันชีวิต ฯลฯ ให้นำมาหักออก

เงินบริจาค หากเข้าเงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนดก็สามารถนำมาหักออกได้

เงินได้สุทธิ คือ เงินได้พึงประเมินหลังจากที่หักค่าใช้จ่าย ค่าลดหย่อนต่าง ๆ และเงินบริจาคแล้ว ถือเป็นจำนวนเงินที่ใช้เป็นฐานในการคิดภาษี

   เมื่อได้ยอดรายได้สุทธิแล้วเราก็จะทราบว่าเราต้องเสียภาษีในอัตราใด โดยอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ใช้อยู่ในประเทศไทยในขณะนี้นั้น ถือเป็นอัตราภาษีก้าวหน้าหรือเป็นอัตราแบบขั้นบันได คนที่มีรายได้น้อยเสียภาษีน้อย คนที่มีรายได้มากเสียภาษีมาก อัตราภาษีที่กฎหมายกำหนดให้เราต้องเสียเงินภาษีตามฐานของรายได้สุทธิของเรา เราไม่สามารถเปลี่ยนหรือวางแผนอะไรได้ ดังนั้น หากเราต้องการวางแผนการเงินส่วนบุคคลโดยต้องการประหยัดภาษีเพื่อให้มีเงินไปลงทุน เราก็ต้องไปไล่ดูว่าส่วนที่จะหักออกจากเงินรายได้พึงประเมินของเราได้มีอะไรบ้าง เราหักครบแล้วหรือยัง เรียนรู้ทำความเข้าใจกับค่าลดหย่อนต่าง ๆ ที่ถือเป็นสิทธิ์ที่เราจะได้รับตามกฎหมายแล้วหรือยัง ค่าลดหย่อนนี่แหละเป็นส่วนสำคัญที่เราจะบริหารจัดการเพื่อให้สามารถประหยัดภาษีได้ปีละหลายเงินทีเดียวและต้องติดตามข้อมูลข่าวสารจากทางกรมสรรพากรเพื่อให้ทราบข่าวสารใหม่ที่ทันสมัยอยู่เสมอ เพราะกรมสรรพากรก็มีออกมาตรการใหม่ ๆ เพื่อช่วยเหลือผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอยู่เรื่อย ๆ เหมือนกัน โดยความตั้งใจของการกำหนดค่าลดหย่อนขึ้นมาก็เป็นการบรรเทาภาระภาษีให้กับประชาชนอยู่แล้ว

ทีนี้เราลองมาไล่ดูค่าลดหย่อนที่บอกว่าจะช่วยประหยัดภาษีได้ไปทีละตัวกัน

ลดหย่อนผู้มีเงินได้ 30,000 บาท ส่วนนี้คงประหยัดอะไรไม่ได้ เพราะตามกฎหมายก็กำหนดให้ลดหย่อนได้เท่านี้ทุกคน

ลดหย่อนคู่สมรส กรณีที่คู่สมรสไม่ว่าจะเป็นสามีหรือภรรยาของเราไม่มีเงินได้ เราก็สามารถหักค่าลดหย่อนให้กับคู่สมรสได้อีก 30,000 บาท แต่คู่สมรสต้องมีการจดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย ส่วนนี้ก็คงประหยัดอะไรไม่ได้เช่นกัน เพราะตามกฎหมายก็กำหนดไว้แบบนี้ และถ้ากรณีคู่สมรสเรามีเงินได้และต้องเสียภาษี เราก็ไม่สามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนสำหรับคู่สมรสได้ ยกเว้นกรณีสามีภรรยามีรายได้และรวมกันยื่นภาษี ก็สามารถหักลดหย่อนคู่สมรสได้

ลดหย่อนบุตร หักค่าลดหย่อนได้คนละ 15,000 บาท มีรายละเอียดตามที่กฎหมายกำหนดไว้เยอะเหมือนกัน ในเรื่องของปีเกิดและจำนวนบุตร ซึ่งในเรื่องลดหย่อนบุตรนี้ก็ทำอะไรได้ไม่มากเช่นกัน แค่ตรวจเช็คให้ดีว่าสิทธิ์ในการลดหย่อนสำหรับบุตรเราใช้ครบถ้วนและถูกต้อง

ลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดาและมารดา หักค่าลดหย่อนได้คนละ 30,000 บาท หากพ่อแม่เราไม่มีเงินได้ และหากพ่อแม่ของคู่สมรสไม่มีเงินได้ ก็นำมาหักได้อีกคนละ 30,000 บาท มีเงื่อนไขว่าบิดามารดาต้องมีอายุ 60 ปีขึ้นไป และยังไม่มีพี่น้องเราคนไหนนำไปลดหย่อนภาษี

ลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูคนพิการทุพพลภาพ ลดหย่อนได้คนละ 60,000 บาท โดยผู้มีเงินได้ต้องมีหลักฐานแสดงตนว่าเป็นผู้ดูแลคนพิการด้วย หากเราดูแลคนพิการอยู่แล้ว ก็สามารถใช้ลดหย่อนได้ แต่หากเราไม่ได้ดูแลคนพิการอยู่ ก็ให้ข้ามข้อนี้ไป

ลดหย่อนค่าเบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดา สามารถหักลดหย่อนตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 15,000 บาท ให้รวมถึงกรณีของบิดามารดาของคู่สมรสที่ไม่มีรายได้ด้วย หากเรามีทำประกันสุขภาพให้กับพ่อแม่ ก็อย่าลืมนำมาหักลดหย่อนได้ด้วย

ลดหย่อนค่าเบี้ยประกันชีวิต ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท ส่วนของคู่สมรสที่ไม่มีเงินได้ หักลดหย่อนได้ตามจริงแต่ไม่เกิน 10,000 บาท เงื่อนไขคือกรมธรรม์ประกันชีวิตต้องมีความคุ้มครอง 10 ปีขึ้นไป และหากมีเงินคืนระหว่างปีต้องไม่เกิน 20% ของเบี้ยประกันชีวิตที่จ่ายในปีนั้น ๆ หากเป็นเบี้ยประกันแบบบำนาญ ลดหย่อนได้ 15% ของเงินได้ที่นำมาเสียภาษี แต่ไม่เกิน 200,000 บาท หากใครกำลังพิจารณาทำประกันชีวิตอยู่ ก็ลองดูเผื่อแผนที่จะประหยัดเงินภาษีได้ด้วย จะถือว่ายิ่งคุ้มค่า

เงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 10,000 บาท โดยส่วนที่เกิน 10,000 บาท แต่ไม่เกิน 490,000 บาท ไปหักจากเงินได้พึงประเมินแล้ว ในส่วนนี้อยากจะขอพูดถึงอย่างมาก กองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นเงินที่บริษัทหรือองค์กรที่เราทำงานหักเงินจากเงินเดือนของเราเพื่อไปสมทบในกองทุน ในขณะที่บริษัทก็สมทบอีกครึ่งหนึ่งในสัดส่วนที่เท่ากัน โดยเราเป็นผู้แจ้งว่าจะให้หักเงินสมทบในอัตราเท่าใด มีตั้งแต่ 3% 5% 7% ไปจนถึง 10% ข้อดีของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพข้อแรก คือ เป็นการบังคับออมเงินของเรา ข้อดีต่อมา คือ บริษัทสมทบอีกเท่าหนึ่งตามเงินสมทบของเราแล้วนำไปลงทุนเพื่อให้เกิดดอกผล และเราจะได้เงินทั้งก้อนนี้คืนเมื่อเราลาออก ข้อสุดท้าย คือ ประโยชน์ในเรื่องภาษี โดยสามารถหักได้ทั้งเป็นค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน ถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าสุด ๆ ดังนั้น เมื่อต้องเลือกอัตราให้กดไปที่อัตราสูงสุดที่เราต้องการจะสมทบเลยรับรองว่าไม่เสียใจแน่นอน

เงินสะสมที่จ่ายเข้า กบข. หรือกองทุนสงเคราะห์ หักได้ตามจริง แต่ไม่เกิน 500,000 บาท อันนี้ก็สำหรับคนทำงานเป็นข้าราชการ ข้อแนะนำก็เช่นกัน หากเลือกได้ก็ให้เลือกสมทบในอัตราที่สูงสุด ก็จะได้ประโยชน์มากที่สุด ทั้งจากการออม การลงทุน และการประหยัดภาษีในคราวเดียวกันเลย

การลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ RMF ลดหย่อนได้ตามจริงแต่ไม่เกิน 15% ของเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษีในปีภาษีนั้น ถือเป็นการลงทุนระยะยาวเพื่อเกษียณและยังประหยัดภาษีได้อีก ได้กำไรถึงสองต่อ แต่จำนวนเงินที่จะลงทุนต้องพิจารณาตามความเหมาะสม อย่าให้เป็นภาระกับเรามากเกินไป เพราะต้องลงทุนต่อเนื่องจนถึงอายุ 55 ปี

การลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว หรือ LTF ลดหย่อนได้ตามจริงแต่ไม่เกิน 15% ของเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษีในปีภาษีนั้น ถือเป็นการลงทุนเพื่อผลตอบแทนที่ดีของตลาดหุ้นในระยะยาว มีเงื่อนไขว่าต้องลงทุนต่อเนื่องกันเป็นเวลา 7 ปีปฏิทิน แถมยังได้ประหยัดภาษี ถือว่าได้กำไรสองต่ออีกเช่นกัน เมื่อคิดถึงเรื่องประหยัดภาษีก็ทำให้ต้นทุนในการลงทุนกองทุนหุ้นแบบ LTF ต่ำกว่าการลงทุนในกองทุนหุ้นประเภทอื่น ๆ

ลดหย่อนดอกเบี้ยกู้ยืมอสังหาริมทรัพย์ ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท หากใครที่คิดจะกู้ซื้อบ้านและกังวลเรื่องดอกเบี้ยอยู่ อย่างน้อยก็ให้รู้ว่ายังถือว่าเสียดอกเบี้ยกว่าที่คิดเพราะสามารถนำดอกเบี้ยมาลดหย่อนภาษีเงินได้ได้

เงินสมทบกองทุนประกันสังคม หักลดหย่อนได้ตามจริง ตามกฎหมายที่ระบุไว้ ส่วนนี้คงทำอะไรไม่ได้ ต้องเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด เพียงแต่อย่าลืมนำมาลดหย่อนด้วยแค่นั้น

เงินสะสมจ่ายเข้ากองทุนการออมแห่งชาติ ลดหย่อนได้ตามจริง แต่ไม่เกิน 500,000 บาท ค่าลดหย่อนนี้ค่อนข้างแน่นอน เพียงแต่อยู่ในช่วงรอกฎหมายออกมาเท่านั้น เพราะกองทุนการออมแห่งชาติเพิ่งเริ่มตั้งในรัฐบาลนี้

เงินที่จ่ายสำหรับซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคารพร้อมที่ดินหรือคอนโดมีเนียม หักลดหย่อนได้ไม่เกิน 20% ของมูลค่าอสังหาริมทรัพย์นั้น โดยให้ลดหย่อนต่อเนื่องเป็นเวลา 5 ปี ปีละเท่า ๆ กัน โดยมีเงื่อนไขหลัก ๆ ว่าต้องไม่เคยเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ใด ๆ มาก่อน ถือเป็นการซื้ออสังหาริมทรัพย์ครั้งแรก และไม่เคยเป็นผู้มีสิทธิ์ลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีเงินได้จากการซื้ออสังหาริมทรัพย์ตามที่กฎหมายกำหนดมาก่อนหน้านั้นและอสังหาริมทรัพย์นั้นต้องมีมูลค่าไม่เกิน 3 ล้านบาท เงื่อนไขและรายละเอียดตามกฎหมายกำหนด ต้องหาอ่านเพื่อเติมเพื่อให้เข้าเงื่อนไข การให้สิทธิ์ลดหย่อนนี้ถือเป็นการช่วยเหลือผู้ที่จะมีบ้านเป็นหลังแรกให้จ่ายภาษีน้อยลง

ลดหย่อนเงินบริจาค หักลดหย่อนได้ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้ว โดยการบริจาคต้องเป็นการบริจาคตามที่กฎหมายกำหนดถึงจะได้สิทธิ์ลดหย่อนตามนี้เท่านั้น ต้องไปอ่านในรายละเอียดเพิ่มเติม มีทั้งเรื่องการบริจาคเพื่อการศึกษา เพื่อการกีฬา บริจาคครู คนพิการ การฝึกอบรมอาชีพ ฯลฯ หากมีโอกาสร่วมบริจาคเงินที่ใดก็ให้ลองเช็คดูว่าสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้หรือไม่ ถ้าได้ก็อย่าลืมขอใบเสร็จไว้เป็นหลักฐานด้วย

   นอกจากกนั้นในปีที่ผ่านมาก็ยังมีค่าลดหย่อนพิเศษที่ทางรัฐบาลมีมาตรการออกมาเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศและถือเป็นการช่วยประหยัดเงินภาษีให้กับประชาชนด้วย ก็คือ ค่าลดหย่อนการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ ที่ให้ลดหย่อนได้ตามจริงแต่ไม่เกิน 15,000 บาท และค่าลดหย่อนซื้อสินค้าหรือบริการในประเทศ ที่ให้ลดหย่อนได้ตามจริงแต่ไม่เกิน 15,000 บาท เช่นกัน โดยหากเรามีโปรแกรมท่องเที่ยวในประเทศและมีการวางแผนจะซื้อของอยู่แล้ว เราก็สามารถประหยัดภาษีได้อีก เราต้องเปิดหูเปิดตารับรู้ข่าวสารใหม่ ๆ ของวงการภาษีที่ถือว่ามีความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา อย่างค่าลดหย่อน 2 รายการนี้ ก็ต้องรอดูว่ารัฐบาลจะมีมาตรการออกมาใช้ในปีนี้อีกหรือไม่ ปี 2559 ล่าสุดก็มีข่าวออกมาว่าจะมีมาตรการช่วยบรรเทาภาระภาษีเงินได้ของคนทำงานประจำ โดยจะให้หักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนได้มากขึ้นอีก ซึ่งก็ถือเป็นผลดีกับคนทำงานที่สามารถประหยัดเงินภาษีได้ ก็คงต้องติดตามประกาศอย่างเป็นทางการต่อไป

คนทำงานประจำหรือมนุษย์เงินเดือนเป็นประชาชนคนไทยที่มีหน้าที่ในการเสียภาษีให้รัฐบาลเพื่อนำไปพัฒนาประเทศ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นสิทธิ์ของคนทำงานประจำอีกเช่นกันที่จะใช้โอกาสตามที่กฎหมายกำหนดในการวางแผนเรื่องภาษีของตนเองซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของการวางแผนทางการเงินส่วนบุคคลอย่างเหมาะสมที่สุดเช่นกัน