อยากรวย ต้องรู้จักใช้เงิน

อยากรวย ต้องรู้จักใช้เงินแบบคนรวย

   เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ทุกคนที่อยากจะรวย แต่ความรวยคืออะไร และรวยแค่ไหนถึงจะพอเป็นคำถามที่หลายคนก็ยังหาคำตอบ แม้แต่คนที่คนอื่นมองว่ารวยอยู่แล้ว แต่ตัวเองก็ยังคิดว่าตัวเองยังไม่รวยอยู่นั่นเอง รวย คือ การมีอยู่มาก โดยทั่วไปมักมีความหมายถึงการมีทรัพย์สินเงินทองมากมาย มีชีวิตอยู่อย่างสุขสบายไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายต่าง ๆ หรือมีมากจนสามารถแบ่งปันให้ผู้อื่นได้ด้วย คำตรงข้ามของรวยก็คือ ยากจนนั่นเอง คนที่รวยมีเงินทองมาก เขามักเรียกกันว่า เศรษฐี หรือ มหาเศรษฐี แต่จะเป็นเศรษฐีร้อยล้าน พันล้าน หรือหมื่นล้านก็แล้วแต่ความรวยในแต่ละระดับของแต่ละบุคคลกันไป ตามคำจำกัดความของเศรษฐีที่เมืองนอกเขาชอบมีการจัดอันดับกัน เขาจะนับเฉพาะเงินสดและหลักทรัพย์เพื่อการลงทุนเป็นหลัก ไม่รวมบ้านที่อยู่อาศัย รถยนต์หรู สิ่งของส่วนตัวหรือของสะสมต่าง ๆ ซึ่งต้องมีมูลค่าตั้งแต่ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขึ้นไป

   ทำไมคนเราถึงอยากรวยกัน เป็นเรื่องธรรมดาที่คงไม่มีใครอยากจะยากจนหรือลำบาก หรือต้องเป็นทุกข์ในเรื่องเงิน ก็เลยหวังอยากที่จะร่ำรวยกัน หนังสือขายดีอันดับต้น ๆ หรือหนังสือแนะนำในร้านหนังสือส่วนมากก็จะเกี่ยวข้องกับเรื่องรวย ๆ เคล็ดลับรวยอย่างยั่งยืน อายุน้อยร้อยล้าน นิสัยของมหาเศรษฐีระดับพันล้าน อยากรวยต้องคิดแบบคนรวย ฯลฯ ถ้าขึ้นชื่อว่าเป็นหนังสือที่ซื้อมาอ่านเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดความฮึกเหิมที่จะรวยขึ้นมาเมื่อไหร่ หนังสือเล่มนั้นจะติดอันดับขายดีขึ้นมาทันที คนเราอยากรวยบนพื้นฐานของความต้องการที่จะมีเงินเพียงพอในการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของตนเองและครอบครัวได้แบบสบาย ๆ ไม่ทุกข์ร้อน บางคนอยากรวยเพราะอยากเป็นที่ยอมรับเป็นหน้าเป็นตาในสังคม บางคนอยากรวยเพราะอยากมีให้มากเพื่อจะได้อยู่ในสถานะที่สามารถแบ่งปันให้กับผู้อื่นได้ บางคนอยากรวยเพราะเคยยากจนและลำบากมากเลยอยากสบายบ้าง บางคนอยากรวยเพราะอยากให้ลูกหลานสบายมีเงินมีทองใช้ไม่ลำบาก แต่ละคนอยากมีก็เพราะหลากหลายเหตุผลกันไป ไม่ใช่เรื่องผิดที่เราอยากจะรวยและก็ไม่ใช่เรื่องยากด้วย ให้ลองนึกถึงตัวอย่างของเศรษฐีหรือมหาเศรษฐีในเมืองไทยที่เคยยากจนหรือลำบากมาก่อน พวกเขาเหล่านั้นก็มีวันนี้ได้คงไม่ใช่เป็นเพราะโชคชะตา แต่เป็นเพราะความเห็นคุณค่าของเงิน เกิดจากความขยันขันแข็ง กลัวความจน ทำให้ประหยัดมัธยัสถ์อดออม และเมื่อมีโอกาสที่ดีเข้ามาในชีวิตก็ไม่ปล่อยให้โอกาสนั้นหลุดลอยไปแต่ไขว่คว้าเอาไว้ มีการวางแผนบริหารจัดการเงินที่ดี มีวินัยในเรื่องการเงินและการใช้ชีวิตที่ทำให้กลายเป็นคนร่ำรวยได้ในที่สุด

คนเราจะร่ำรวยได้อย่างยั่งยืนต้องบ่มเพาะนิสัยที่เป็นคนอดออม ประหยัดและรู้จักคุณค่าของเงินเป็นพื้นฐานก่อน ยกตัวอย่างคนที่ถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 ถือว่าเป็นคนรวยขึ้นมาในชั่วข้ามคืน แต่จะมีสักกี่คนที่สามารถรักษาความรวยนั้นให้อยู่กับเราไปได้นาน ส่วนมากเห็นไม่กี่ปีเงินก็หมดแล้วก็ต้องกลับไปมีชีวิตแบบเดิมกันทั้งนั้น หรือนักกีฬาที่มีรายได้มากในช่วงชีวิตที่ดีมีชื่อเสียง สุดท้ายเห็นตอนบั้นปลายมีชีวิตที่ลำบากเกือบทุกราย นั่นก็เป็นเพราะว่าเงินหรือรายได้ที่หามาได้นั้นมาอย่างรวดเร็วและง่าย ทำให้การใช้จ่ายก็ออกไปง่ายและรวดเร็วเช่นกัน เป็นคนที่มีโอกาสรวยแต่ไม่รู้จักวิธีในการบริหารเงินที่มีอยู่ในอยู่กับเรานานที่สุด และไม่รู้จักวิธีบริหารเงินที่มีอยู่ในงอกเงยผลิดอกออกผลให้กับเราได้ในอนาคตต่อไป คือเรียกง่าย ๆ ว่าไม่มีความรู้และการวางแผนที่ดีนั่นเอง และคนที่รวยส่วนมากจะมีชีวิตแบบเรียบง่าย ไม่ได้ใช้เงินฟุ่มเฟือย ไม่นับรุ่นลูกรุ่นหลานที่ไม่เคยลำบากมาก่อนนะ มีตัวอย่างเรื่องเล่าของ บิล เกตต์ มหาเศรษฐีอันดับต้น ๆ ของโลก เจ้าพ่อแห่งวงการไอที ที่วันหนึ่งขณะที่เขาไปรับประทานอาหารที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งและเรียกพนักงานเก็บเงิน หลังจากจ่ายเงินและค่าทิปเรียบร้อย พนักงานก็พูดกับบิล เกตต์ ว่าเมื่อวานลูกชายของท่านมาทานอาหารที่ร้านนี้เช่นกัน และได้ให้ทิปตั้ง 50 ดอลลาร์ แต่ทำไมวันนี้คุณถึงให้ค่าทิปแค่ 5 ดอลลาร์ บิล เกตต์ ตอบว่าเพราะพ่อเขาเป็นมหาเศรษฐีระดับโลก ในขณะที่พ่อของผมเป็นแค่ช่างไม้ธรรมดา

คนทำงานประจำหรือมนุษย์เงินเดือนก็เช่นเดียวกัน ช่วงที่ทำรายได้ได้มากในวัยหนุ่มสาว แทนที่จะนำเงินที่มีไปลงทุนเพื่อให้เกิดดอกออกผล แต่กลับไม่รู้จักบริหารเงินหรือมีความเข้าใจผิด ๆ คนส่วนมากพอเริ่มทำงานไปได้สักพัก ก็เริ่มถอยรถยนต์คันใหม่ออกมาขับ โดยการใช้เก็บเงินที่มีอยู่เพียงเล็กน้อยในช่วงเริ่มต้นดาวน์ แล้วค่อยผ่อนในอนาคตไปอีก 3-4 ปี สำหรับรถยนต์ 1 คัน กว่าจะผ่อนหมดรถยนต์ก็เก่าพอดี หากจะขายเพื่อเปลี่ยนใหม่ราคาก็ตกลงไปเหลือแค่ 30-40% เท่านั้น แถมตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา ก็ต้องเจียดเงินเดือนส่วนใหญ่ บางครั้งถึงกว่าครึ่งของเงินเดือนเพื่อมาเป็นค่าผ่อนรถ ด้วยความเข้าใจผิดว่ารถยนต์ คือ ทรัพย์สินทั้งที่จริงแล้วมันคือหนี้สินดีดีนี่เอง

คนรวยหรือจะรวยจะไม่ทำแบบนี้ หากทำงานได้เงินมาส่วนมากหากเหลือจากการกินใช้อย่างประหยัดอดออมแล้ว มีโอกาสก็จะนำเงินไปลงทุนในทรัพย์สินทันที ซึ่งต้องเป็นทรัพย์สินที่ก่อให้เกิดรายได้ด้วย คนรวยจะไม่ซื้อรถยนต์เป็นสิ่งแรกของการทำงาน แต่จะอดทนรอจนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสมค่อยซื้อ เมื่อมีเงินเก็บนำไปลงทุนเป็นเวลานานจนได้ดอกผลงอกเงยออกมาแล้วก็จะนำดอกผลนั้นไปลงทุนต่อจนมากพอ หากอยากซื้อรถยนต์ก็ไม่ต้องเป็นหนี้ก็สามารถซื้อได้ด้วยเงินที่มีอยู่ คนธรรมดาเวลาจะซื้อรถยนต์จะคิดแค่เพียงว่า เราต้องผ่อนจ่ายเดือนละเท่าไหร่ เราจ่ายไหวหรือไม่แค่นั้น แต่ถ้าเป็นคนรวยซื้อรถยนต์ เขาจะคิดว่าหากผ่อนชำระครบตามกำหนดจะต้องจ่ายเงินค่ารถยนต์ทั้งหมดเท่าไหร่ เป็นเงินต้นเท่าไหร่และดอกเบี้ยเท่าไหร่ เมื่อใช้ไปแล้ว 4-5 ปีข้างหน้าราคารถจะมีมูลค่าเหลือเท่าไหร่ หากเขารู้สึกว่ามันแพงไม่คุ้มและยังไม่ถึงเวลา เขาก็จะอดทนรอ แต่หากจำเป็นต้องใช้รถยนต์จริง ๆ ก็อาจพิจารณาเลือกซื้อรถยนต์มือสองสภาพดีที่ถึงแม้จะมีค่าซ่อมแซมเพื่อให้สภาพรถดีพร้อมใช้งานก็อาจคุ้มค่ากว่าการซื้อรถยนต์คันใหม่ป้ายแดงก็ได้

เงินที่คนรวยจะนำไปลงทุนนั้นจะนำไปลงทุนในทรัพย์สินที่ก่อให้เกิดรายได้เท่านั้น คือ เป็นทรัพย์สินที่สร้างรายได้ให้กับเราในช่วงที่เราเป็นเจ้าของอยู่ และหากเราต้องการขายทรัพย์สินนั้นออกไปในอนาคต ราคาก็ไม่ได้ตกลงและมีโอกาสที่จะได้กำไรอีกด้วย เช่น ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน บ้านตึกแถว หรือลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ในหุ้น กองทุนรวม ที่มีเงินปันผลให้และมูลค่าหรือราคาในระยะยาวนั้นมีโอกาสสูงขึ้นอย่างแน่นอน คนรวยจะมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่และจริงจัง เมื่อตั้งใจที่จะทำอะไรให้สำเร็จแล้วก็มุ่งมั่นที่จะต้องทำให้ได้ เช่น จะต้องมีเงินล้านก่อนอายุ 25 ปี เป็นต้น การตั้งเป้าหมายแบบนี้ทำให้คนรวยมีเงินล้านที่สามารถนำไปลงทุนเพื่อก่อให้เกิดรายได้ ได้ตั้งแต่อายุยังน้อยและเมื่อใช้เงินต่อเงินไปเรื่อย ๆ แบบนี้ เงินก็จะทำหน้าที่ของมันแบบทวีคูณ พอกพูนทบต้นทบดอกกลายเป็นเงินก้อนที่ใหญ่ขึ้น เมื่อทำงานมีเงินเพิ่มก็ตั้งเป้าหมายให้ใหญ่ขึ้นต่อไปอีก ถือเป็นการใช้เงินต่อเงิน คนรวยจะไม่พึ่งพึงรายได้จากงานประจำแต่เพียงอย่างเดียว แต่จะพยายามหารายได้จากหลายทางเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้เร็วที่สุด

คนรวยจะสามารถแยกระหว่างความอยากและความจำเป็นได้ ในช่วงแรก ๆ ของการทำงานอย่างหนักเพื่อสร้างความมั่งคั่งมั่นคง คนรวยจะรู้จักรอและอดออม รู้คุณค่าของเงินใช้เงินอย่างประหยัด การจะซื้อของสักชิ้นต้องคำนึงถึงความจำเป็นที่จะต้องใช้จริง ๆ ไม่แค่ความอยากได้อยากมีหรืออยากอวด

หากอยากรวยจะต้องกล้าเสี่ยง ไม่ได้หมายถึงให้ไปเสี่ยงโชคให้บ่อนพนัน หรือเล่นหุ้นตัวเล็ก ๆ รายวันแบบเก็งกำไร แต่หมายถึงต้องกล้าเสี่ยงกับโอกาสทางธุรกิจที่เข้ามาในชีวิตด้วย หากมัวแต่กลัวไม่กล้าตัดสินใจไม่กล้าทำอะไรสักอย่าง ก็เหมือนเราขีดวงกลมไว้ที่รอบตัวเรา ชีวิตของเราก็จะเหมือนเดิมไปตลอดไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร การบริหารจัดการเรื่องเงินต้องมีเผื่อสำหรับส่วนปลอดภัยและส่วนที่เราจะสามารถเสี่ยงได้ว่าแค่เท่าไหร่ ถือเป็นความเสี่ยงที่ได้มีการพิจารณาและไตร่ตรองดีแล้ว คนรวยจะคิดว่าชีวิตของเรา เราเป็นผู้กำหนด เราอยากมีชีวิตแบบไหนเราต้องลงมือทำ ในขณะที่คนธรรมดาอาจคิดว่าชีวิตเป็นเรื่องของโชคชะตาฟ้าลิขิต ก็เลยไม่ได้เริ่มต้นทำอะไรสักอย่างด้วยตัวเองสักที คนรวยจะมองไปที่เป้าหมายอย่างที่บอกไว้ข้างต้นว่าจะมุ่งมั่นเพื่อทำให้สำเร็จตามเป้าหมายให้ได้ โดยที่ไม่ได้มองถึงอุปสรรค เมื่อต้องเจอก็ค่อยแก้ไขกันไป ในขณะที่คนทั่วไปมัวแต่นึกถึงอุปสรรคที่อาจจะเกิดขึ้นกลัวนั่น กลัวนี่ จนสุดท้ายก็ไม่ได้เริ่มต้นอะไรอีกเหมือนกัน

คนรวยจะมองการณ์ไกลและสมองจะทำงานตลอดเวลา เพื่อคิดว่าจะทำอะไรต่อเพื่อสร้างรายได้ มีโปรเจคต่าง ๆ ที่อยากทำอยู่ตลอดเวลา คิดว่าจะหาเงินเพิ่มได้มากขึ้นกว่าที่เคยหาได้เท่าไหร่ ไม่เหมือนกับคนธรรมดาหรือคนที่คิดว่ารวยแล้วที่คิดแต่อยากจะจับจ่ายใช้สอย อยากจะได้รถคันใหม่ อยากจะซื้อกระเป๋าแบรนด์เนม หรืออยากจะไปกินอาหารร้านแพง ๆ ใช่คนรวยอาจทำหรือมีสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ แต่เขาไม่ได้เน้นเรื่องนี้เป็นสาระสำคัญ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เปรียบเหมือนกับเราเอาเงินไปทิ้ง ไม่นานข้าวของต่าง ๆ เหล่านั้นก็จะกลายเป็นของไร้ค่าไร้ราคาไปในที่สุด

คนรวยต้องใช้เงินให้เป็น ใช้เงินในการหาความรู้เพิ่มพูนให้กับตนเองตลอดเวลา ใช้เงินเพื่อซื้อความรู้ของผู้อื่นเพื่อมาทำงานให้กับเรา คนรวยก็ไม่ได้เก่งหรือมีความรู้ไปทุกเรื่อง เรื่องไหนที่เราถนัดหรือเก่งเราก็สามารถดูแลรับผิดชอบเองได้ เรื่องไหนที่เราไม่เก่งหรือไม่ถนัดก็หาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางมาทำงานให้ หาข้อมูลและปรึกษาให้มากที่สุด แม้ต้องใช้เงินจ้างก็ถือเป็นการลงทุนเหมือนเป็นการลงทุนเพื่อให้ได้ความรู้ในการมาพัฒนาต่อยอดธุรกิจของเราต่อไป

ทีนี้เราลองมาดูตัวอย่างของมหาเศรษฐีในเมืองไทยกันบ้าง ไม่ว่าจะเป็นเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ที่ร่ำรวยจากธุรกิจสุราและการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือ เจ้าสัวซีพี ธนินทร์ เจียรวนนท์ ที่เริ่มจากการค้าขายเมล็ดพันธุ์การเกษตรมาขยายใหญ่โตเป็นธุรกิจเกษตรแบบครบวงจรและมีเครือข่ายธุรกิจต่อยอดแตกแขนงออกไปสู่ธุรกิจโทรคมนาคมและค้าปลีกอย่าง 7-Eleven ที่เราเห็นกันทั่วทุกมุมเมือง ทั้งสองท่านไม่ได้ทำงานประจำแล้วอดออมเก็บเงินแต่เพียงอย่างเดียว หากเป็นเช่นนั้นโอกาสที่จะรวยคงยาก แต่ทั้งสองท่านมีวิธีบริหารจัดการเงินที่ได้มานำไปลงทุนต่อ อย่างเจ้าสัวเจริญ ทำธุรกิจสุราที่ถือว่ามีคู่แข่งน้อยมาก ๆ เมื่อมีกำไรก็นำเงินไปต่อยอดในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยมากเจ้าสัวเจริญ จะเน้นซื้อกิจการหรืออสังหาริมทรัพย์ต่อมาจากเจ้าของธุรกิจเดิม นำมาบริหารจัดการใหม่แล้วสร้างรายได้ต่อในทันที โดยที่ไม่ต้องรอเวลาลงทุนก่อสร้างเอง ซึ่งก็ถือเป็นสไตล์การลงทุนที่เป็นเอกลักษณ์ของเจ้าสัวเจริญ ในขณะที่เจ้าสัวซีพี หลังจากพัฒนาธุรกิจเกษตรเป็นแบบครบวงจรมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ ก็มีวิสัยทัศน์ในเริ่มธุรกิจค้าปลีกที่ในตอนแรกแทบไม่มีใครเชื่อว่าจะสามารถเข้ามาแทนที่ร้านค้าขายของชำ ร้านยี่ปั๊ว ซาปั๊วในอดีตได้อย่างเด็ดขาด ถือเป็นการเปลี่ยนรูปแบบของร้านค้าปลีกในเมืองไทยไปอย่างหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว เดี๋ยวนี้หากไม่นับของสดที่ต้องไปซื้อที่ตลาดสดหรือซูเปอร์มาร์เก็ต ก็ต้องเดินไปซื้อที่ 7-Eleven กันอย่างเดียวเลย มีครบทุกอย่าง ทั้งสองท่านถือเป็นผู้ที่ร่ำรวยอย่างยั่งยืน เป็นตัวอย่างของความสำเร็จและเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนที่ต้องการรวย โดยยึดแนวคิด แนวทางปฏิบัติตน การวางแผนและการบริหารเงินของท่านเป็นแบบอย่าง นอกจากรวยล้นฟ้า ท่านทั้งคู่ยังแบ่งปันเพื่อสังคม แบ่งปันกำไรที่ได้จากการทำธุรกิจคืนให้แก่สังคม คนด้อยโอกาส ซึ่งก็ถือเป็นแบบอย่างที่ดีที่ทุกคนควรปฏิบัติตาม คนที่ยิ่งเป็นผู้ให้มากเท่าไหร่ก็จะเป็นผู้รับมากขึ้นเท่านั้น

สรุปความรวยไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินเพียงแค่อย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับแนวคิด การใช้ชีวิต พฤติกรรมการใช้เงิน การบริหารจัดงานเรื่องเงิน และนิสัยใจคอด้วยเพื่อให้สอดคล้องกับคำว่ารวยที่แท้จริงและรวยแบบยั่งยืน ค่อย ๆ เริ่มจากการปรับเปลี่ยนทัศนคติในการดำเนินชีวิตที่ผิด ๆ เปลี่ยนวิธีการบริหารเงินที่ไม่ถูกต้อง รู้จักความพอเพียง เริ่มตั้งเป้าหมายให้กับชีวิตโดยให้เป็นเป้าหมายที่ท้าทายและมีความเป็นไปได้ เช่น เราจะต้องมีเงินล้านก่อนอายุ 25 ปี เมื่อเราทำเป้าหมายแรกได้สำเร็จก็ให้เขยิบเข้าหาเป้าหมายถัด ๆ ไป เช่น เราจะต้องมีเงินสิบล้านก่อนอายุ 35 ปี ความมั่งคั่งร่ำรวยอย่างที่เราหวังไว้ก็ไม่ไกลเกินเอื้อมอย่างแน่นอน