อิสรภาพทางการเงิน

บันไดสู่อิสรภาพทางการเงิน

   มนุษย์ทุกคนเมื่อทำงานเก็บเงินถึงจุดหนึ่งก็อยากจะมีชีวิตที่สบายขึ้น ไม่อยากที่จะต้องทำงานหนักเหมือนช่วงที่เริ่มต้นทำงานใหม่ ๆ หลายคนพยายามทำงานให้มากขึ้นและอดออมเก็บเงินเพื่อหวังที่จะสบายในบั้นปลายของชีวิต หลายคนก็พยายามนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ เพื่อให้เงินนั้นได้ผลตอบแทนที่งอกเงยที่ขึ้นมาเป็นเงินก้อนที่โตขึ้นเพื่อไว้ใช้ในอนาคตหลังจากที่เรามีอายุมากขึ้น อยากพักผ่อน ทำงานให้น้อยลงหรือไว้ใช้ในวัยเกษียณ บางคนโชคดีในทำงานในสิ่งที่ตนเองรักและถนัด บางคนอาจต้องทนฝืนทำงานที่ตนเองไม่ได้ชอบเพราะอยากได้ค่าตอบแทนที่มากขึ้น พอเวลาในแต่ละช่วงของชีวิตผ่านไปก็อาจมีเหตุการณ์หรือสิ่งที่ไม่คาดฝันบางอย่างทำให้เราต้องเอาเงินเก็บของเรามาใช้จ่ายออกไป ก็ต้องมาเริ่มต้นนับหนึ่งกันใหม่อีกสำหรับอนาคตที่อยากสบาย

แนวคิดในเรื่อง “อิสรภาพทางการเงิน” ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นมาจากความต้องการที่จะมีชีวิตที่สบายขึ้น ไม่ต้องทำงานหนักตรากตรำไปตลอดชีวิต มีอิสระในการเลือกงานที่เราจะทำ ที่เรารักชอบและถนัด และมีความยืดหยุ่นมากขึ้นในเรื่องของเวลา ไม่ต้องตื่นเช้าฝ่ารถติดวันละ 2-3 ชั่วโมง เพื่อไปถึงที่ทำงานให้ทัน หรือบางคนหากหยุดทำงานเมื่อไหร่รายได้ก็หยุดไปด้วยทันที ความหมายของอิสรภาพทางการเงินอาจไม่ได้ถูกกำหนดให้มีความหมายที่เฉพาะชัดเจนลงไปอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่โดยรวม ๆ หมายถึง การที่คนเราสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ มีเงินทองเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายตามแบบสไตล์ชีวิตที่แต่ละคนวาดหวังไว้ โดยไม่ต้องพึ่งพึงรายได้จากการใช้แรงงานของเราแต่เพียงอย่างเดียว แต่มีรายได้จากทรัพย์สินที่เราลงทุนเอาไว้หรือเป็นรายได้จากแหล่งอื่น ๆ ที่เราไม่ต้องใช้แรงงานเข้าแลก อาจเป็นการลงทุนเพียงครั้งเดียวที่อาจจะเป็นเงินหรือแรงงานแต่ก็ให้ดอกผลไว้เก็บเกี่ยวกินยาวต่อเนื่องไปถึงอนาคตแบบไม่มีที่สิ้นสุดนั่นเอง แถมเงินที่เป็นรายได้หากใช้จ่ายไม่หมดก็ยังสามารถนำมาลงทุนต่อเพื่อให้เกิดดอกผลที่มากยิ่งขึ้นไปอีก เป็นเป้าหมายของชีวิตที่มีรายได้มากกว่ารายจ่ายและไม่เป็นหนี้นั่นเอง

คิดว่าหลายคนคงเคยได้ยินคำว่า Active Income กับ Passive Income อยู่บ่อย ๆ รายได้ที่ได้มาจากการลงมือทำงาน เราเรียกว่า Active Income เป็นรายได้ที่หากเราหยุดทำงานเราก็จะไม่ได้รายได้นี้ เป็นรายได้ของคนส่วนใหญ่ที่ประกอบอาชีพอยู่ในปัจจุบัน ตัวอย่างของอาชีพที่ทำงานได้รายได้แบบ Active Income ก็เช่น พนักงานออฟฟิศ ลูกจ้างประจำ ข้าราชการ ครู หมอ วิศวกร ทนายความ ฯลฯ รวมทั้งเจ้าของร้านขายของต่าง ๆ ที่ต้องเปิดร้านทุกวันเพื่อขายสินค้า หากวันไหนปิดร้านก็ขาดรายได้ ไล่ตั้งแต่แม่ค้าขายของสดในตลาด เจ้าของแผงลอยข้างถนน ร้านขายเสื้อผ้าในห้างสรรพสินค้า จนถึงเจ้าของกิจการ พูดง่าย ๆ คือ เกือบทุกอาชีพที่เห็นกันอยู่ปัจจุบันที่ต้องตื่นเช้าเดินทางออกไปทำงานเพื่อให้มีรายได้นั่นเอง ผู้ที่มีรายได้แบบ Active Income โดยมากจะพยายามเก็บเงินอดออมหรือลงทุนเพื่อมีเงินก้อนไว้ใช้ในยามที่เราเกษียณ และมักจะต้องทำงานจนถึงวัยที่เราเกษียณกว่าจะมีเงินเก็บมากพอที่จะสามารถหยุดทำงานได้ บางคนทำงานจนล่วงเลยมาถึงวัยเกษียณยังมีเงินเก็บไม่พอที่จะใช้ยามแก่ชราที่เราเองก็เริ่มไร้เรี่ยวแรงที่จะทำงานได้เหมือนเดิม แม้แต่คนที่ทำงานอิสระหรือเราเรียกว่า freelance ก็ยังถือว่าเป็นกลุ่มคนที่ได้รายได้แบบ Active Income เนื่องจากก็ต้องทำงานใช้แรงงานหรือแรงสมองแม้จะสามารถเลือกเวลาทำงานได้เองก็ตาม

ส่วน Passive Income หมายถึง รายได้ที่เราได้มาแม้เราไม่ต้องทำงานหรืออาจจะทำงานแต่เพียงช่วงเริ่มต้นเท่านั้น เป็นรายได้ที่ได้มาจากทรัพย์สินหรืองานของเราอย่างต่อเนื่องในอนาคตไม่มีที่สิ้นสุด พูดง่าย ๆ เหมือนเรามีเครื่องจักรผลิตเงินหรือเปรียบเทียบเหมือนกับห่านทองคำนั่นแหละ การหารายได้แบบ Passive Income นี้ เราอาจจะต้องเหนื่อยหน่อยในตอนเริ่มต้นเพื่อสร้างเครื่องจักรผลิตเงินของเรา แต่พอเรามีเครื่องจักรผลิตเงินแล้ว หลังจากนั้นเราก็จะสบาย แม้ไม่ต้องทำงานอะไร แต่ก็มีรายได้ไว้ใช้จ่ายไปตลอดชีวิตของเรา Passive Income นี่แหละที่จะเป็นรายได้ให้กับเราทำให้เรามีอิสรภาพในทางการเงินกับชีวิตของเราได้ในแบบที่เราวาดฝันไว้

ตัวอย่างของรายได้หรืออาชีพที่จะสร้าง Passive Income ให้กับเราซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการมีอิสรภาพทางการเงินที่แท้จริง ก็เช่น

การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เพื่อให้เช่า เราอาจเหนื่อยแค่ช่วงแรก ๆ ในการเก็บเงินหรือกู้เงินธนาคารเพื่อผ่อนชำระในระยะยาวแต่พอสุดท้ายเราได้เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์แล้ว หลังจากนั้นเราก็สามารถมีรายได้จากค่าเช่าต่อเนื่องไปตลอดได้แบบสบาย ๆ เป็นรายได้ที่ไม่ได้ต้องการแรงงานจากการทำงานของเรา อาจเป็นการลงทุนซื้อที่ดิน บ้าน ทาวเฮ้าส์ ตึกแถว หรือคอนโดมิเนียมเพื่อปล่อยเช่า หรือจะเป็นการสร้างหอพักหรืออพาร์ตเม้นท์เพื่อปล่อยเช่าก็ได้

การลงทุนในตลาดหุ้นแบบระยะยาว หรือ Value Investment คือเป็นการลงทุนที่เน้นเลือกคุณค่าในตัวหุ้น อาจเป็นหุ้นที่มีโอกาสเติบโตสูงในอนาคต และ/หรือ อาจเป็นหุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผลในอัตราที่สูงต่อเนื่องสม่ำเสมอก็ได้ วิธีนี้เราจะต้องหาความรู้ในตลาดหุ้นให้มากเพื่อที่จะรู้จักเลือกวิเคราะห์หุ้นของบริษัทที่มีความมั่นคงในระยะยาว แค่เก็บกินปันผลไปเรื่อย ๆ ก็ใช้ไม่หมดแล้ว เพียงแต่เช่นกันเราจะต้องเหนื่อยหน่อยให้ช่วงเริ่มต้นที่เราต้องเก็บเงินให้ได้มากพอที่จะมาลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนเป็นตัวเงินตามที่เราคาดหวังไว้

การเขียนหรือแปลหนังสือ อาชีพนี้สำหรับคนที่รักการเขียนหรือการแปลเป็นชีวิตจิตใจ แม้รายได้จะไม่ได้มากมายเหมือนกับการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์หรือหุ้น แต่ก็เป็นการที่เราได้ทำงานที่เรารักและถนัด หลังจากเขียนหรือแปลหนังสือ มีการพิมพ์และออกวางจำหน่ายแล้ว ทุกยอดขายของแต่ละเล่มที่ขายได้ผู้เขียนและผู้แปลก็จะได้รายได้เป็นเปอร์เซ็นต์ต์จากสำนักพิมพ์ไปด้วยอย่างต่อเนื่อง หากเรามีการเขียนหรือแปลหนังสืออยู่เรื่อย ๆ อาชีพนี้ก็สามารถผลิตรายได้ให้เราได้ต่อเนื่องไปเรื่อย เรียกเป็น Passive Income ได้เหมือนกัน

การถ่ายภาพขายออนไลน์ ถือเป็นอีกเทรนด์ของอาชีพที่มาแรง โดยเฉพาะสำหรับคนที่ชอบถ่ายรูปเป็นชีวิตจิตใจอยู่แล้ว เดี๋ยวนี้เราสามารถนำรูปอะไรก็ได้ที่เราถ่ายไว้ไปวางขายในเว็บไซต์ต่าง ๆ ได้ หากมีคนสนใจจะใช้ภาพถ่ายของเราไปเป็นสื่อในเรื่องใดก็ตาม เราก็จะมีรายได้จากภาพถ่ายของเรา ภาพถ่ายที่ขายดีส่วนมากก็เป็นภาพถ่ายธรรมดาจะเป็นคน สัตว์ สิ่งของ ธรรมชาติ ขอให้เป็นภาพที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน มีความเรียบง่าย หามุมมองที่แตกต่างของภาพให้ไม่ซ้ำกับภาพของผู้อื่นที่วางขายอยู่ และหมั่นเพิ่มรูปใหม่ ๆ อยู่เสมอ และต้องเน้นให้เรื่องเทคนิคของภาพที่ต้องคมชัด สวยงาม เพียงแค่นี้ก็จะสามารถสร้างรายได้ที่เป็น Passive Income ให้กับเราได้ แถมเป็นงานที่เรารักอีกด้วย

การทำธุรกิจขายตรงหรือธุรกิจเครือข่าย หากเราอยู่ในธุรกิจนานมากพอ ธุรกิจเครือข่ายที่เราสร้างไว้ก็จะสามารถสร้างรายได้แบบ Passive Income ให้กับเราได้ เหมาะกับคนที่ชอบงานขาย ชอบพบเจอผู้คน พูดเก่ง อย่างที่ทราบกันว่าธุรกิจประเภทนี้เมื่อมีสมาชิกใหม่ที่มาเป็นดาวไลน์ของเรา ยอดขายที่ดาวไลน์ของเราทำได้เราก็จะได้ส่วนแบ่งเป็นเปอร์เซ็นต์ต์ไปด้วย และยอดขายนั้นก็จะมาคำนวณรวมเป็นยอดขายรวมของเราหรือของกลุ่มด้วย ในช่วงแรก ๆ ที่เริ่มทำธุรกิจเราอาจจะต้องมียอดขายของเราเองด้วย แต่เมื่อธุรกิจดำเนินมาถึงจุดสูงสุดในระดับที่แล้วแต่แต่ละบริษัทกำหนดไว้ เราก็เพียงรอรับรายได้ที่ดาวไลน์ของเราที่มีมากมายแตกแขนงออกไปเหมือนรากของต้นไม้สร้างให้กับเรา อย่างที่เราเห็นความสำเร็จจากหลาย ๆ คนที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจประเภทนี้จนถึงกับสามารถมีบ้านหรู รถหรูในราคาหลายสิบล้านบาทเลยทีเดียว

การขายพื้นที่โฆษณาในเว็บไซต์ สำหรับคนที่มีเว็บไซต์ของตัวเองอาจเป็นรูปแบบบริษัทหรือร้านค้าที่ขายสินค้าออนไลน์ เราอาจปล่อยพื้นที่หน้าเว็บไซต์เพื่อให้บริษัทอื่นมาขอเช่าในการโฆษณา แต่ในกรณีนี้เว็บไซต์ของเราต้องมีคนเข้าเยี่ยมชมในจำนวนที่มากมหาศาลพอที่บริษัทที่ต้องการโฆษณาจะสนใจ จึงจะสามารถสร้างรายได้ค่าเช่าพื้นที่ที่มากพอได้ ถือว่าต้องทำงานอย่างหนักในช่วงเริ่มต้นเช่นกัน เพื่อให้เว็บไซต์เราเป็นที่นิยม มียอด views มาก ต้องมีการวางแผนเรื่องการตลาดอย่างดีและต้องอาศัยเวลานานกว่าที่เว็บไซต์ของเราจะติดตลาด แต่ถ้าสำเร็จเมื่อไหร่ รายได้จากค่าเช่าก็จะมาแบบต่อเนื่องเรื่อย ๆ เป็นกอบเป็นกำได้เหมือนกัน

ทรัพย์สินทางปัญญาหรือค่าลิขสิทธิ์ต่าง ๆ นอกจากการเขียนและแปลหนังสือที่บอกไว้ข้างต้นแล้ว สิ่งประดิษฐ์คิดค้นต่าง ๆ ที่เราสามารถสร้างขึ้นมาและสามารถใช้งานได้ มันเวิร์คและมีคนสนใจ หรือเราชอบและถนัดแต่งเพลง ก็สามารถแต่งเพลงเพราะ ๆ เป็นของตนเอง และไปจดลิขสิทธิ์ไว้ หากมีคนสนใจในงานที่เกิดจากสมองสองมือของเรา เราก็จะมีรายได้จากค่าลิขสิทธิ์นั้นอย่างต่อเนื่องได้เช่นกัน

นอกจากนั้นก็ในปัจจุบันก็ยังมีงานที่เรียกว่าเป็น Internet Marketing เป็นรายได้ที่ผ่านเน็ตในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น Google Adsense หรือ Affiliate Income ต่าง ๆ ก็สามารถสร้างรายได้ที่เป็น Passive Income ให้กับเราได้เช่นกัน

   ทุกคนอยากมีเป้าหมายในการมีอิสรภาพทางการเงินกันทุกคน ไม่มีใครอยากเหนื่อยไปจนตลอดชีวิต อยากสบายยิ่งเร็วยิ่งดี แต่ก็ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่ได้มาง่าย ๆ ทุกอย่างต้องมีขั้นตอนการวางแผนกันแทบทั้งนั้น อิสรภาพทางการเงินก็เช่นกัน ไม่ใช่จะได้มาในเวลาอันสั้นเพียงแค่ไม่กี่เดือนหรือไม่กี่ปี เราจะมาดูกันถึงขั้นตอนที่จะนำไปสู่อิสรภาพทางการเงิน ที่เราจะต้องค่อย ๆ ก้าวขึ้นไปทีละขั้น ในที่นี้จะขอเรียกว่า “บันได 5 ขั้น สู่อิสรภาพทางการเงิน”

ขั้นที่ 1 เกราะป้องกันทางการเงิน (Financial Protection) เป็นขั้นเริ่มต้นขั้นที่ 1 คือ การมีเงินสดหรือเงินที่ฝากธนาคารอยู่เป็นเงินไม่น้อยกว่า 6 เดือน ของค่าใช้จ่ายรายเดือนที่จำเป็น ยกตัวอย่างหากเรามีค่าใช้จ่ายที่จำเป็นรายเดือนอยู่ที่เดือนละ 20,000 บาท และเรามีเงินฝากธนาคารอยู่ไม่ต่ำกว่า 120,000 บาท ถือว่าเราผ่านบันไดขั้นที่ 1 แล้ว

ขั้นที่ 2 ความมั่นคงทางการเงิน (Financial Security) ขั้นนี้คือหากเราหยุดทำงานไม่มีรายได้เป็นเวลา 12 เดือน เราก็ยังมีรายได้หรือผลตอบแทนจากการลงทุนเพียงพอในการดำรงชีวิตแบบปกติได้ ในขั้นนี้หมายถึงเราต้องเริ่มมี Passive Income แล้ว และต้องมากพอสำหรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็นด้วย เช่น หากเรามีเงินลงทุนในกองทุนรวมหรือหุ้นที่ให้ผลตอบแทนในรูปแบบของเงินปันผลเดือนละ 20,000 บาท เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายที่จำเป็นของเรารายเดือนได้นานถึง 12 เดือน ก็ถือว่าเราผ่านบันไดขั้นที่ 2 แล้ว

ขั้นที่ 3 อยู่ได้ไม่ต้องพึ่งพิงหรือง้องาน (Financial Independence) ในขั้นนี้รายได้จากสินทรัพย์ต่าง ๆ ที่เราลงทุนไว้ต้องมีผลตอบแทนเทียบเท่ากับรายได้ (ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายนะ) ของเราทั้งปี หมายความว่าหากเรายังทำงานอยู่ เราจะมีรายได้จากทั้ง active income และ passive income รวมกันเป็น 2 เท่าเลย เช่น หากทั้งปีเรามีรายได้จากการทำงาน 1,000,000 บาท รายได้จาก passive income ของเราที่ได้ทั้งปี โดยเฉลี่ยก็ต้องเท่ากับ 1,000,000 บาท ด้วย ซึ่งหมายความว่าหากเราหยุดทำงาน รายได้ของเราก็ยังคงเท่าเดิมเหมือนที่เรายังคงทำงานอยู่นั่นเอง

ขั้นที่ 4 อิสรภาพทางการเงินขั้นเริ่มต้น (Financial Freedom) เป็นสถานะที่รายได้จาก Passive Income มากพอสำหรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการดำรงชีวิตปกติและค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยทั้งหลายในวันนี้รวมถึงในอนาคตด้วย เช่น เดินทางท่องเที่ยว ฯลฯ ส่วนมากคนที่ก้าวบันไดขึ้นมาถึงขั้นนี้แล้วเป็นที่แน่นอนว่าไม่ต้องคิดถึงเรื่องจะต้องกลับไปทำงานอีกแน่นอน เช่น หากเราไม่ได้ทำงานแต่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้แบบสบาย ๆ มีรถยนต์ มีบ้าน สามารถออกไปทานข้าวนอกบ้าน ซื้อของใช้ตามสมควรและเดินทางท่องเที่ยวปีละครั้ง แถมยังสามารถมีเงินเหลือไปบริจาคการกุศลได้ด้วย แบบนี้ถือว่าก้าวมาถึงบันไดขึ้นที่ 4 ของอิสรภาพทางการเงินแล้ว

ขั้นที่ 5 อิสรภาพทางการเงินอย่างแท้จริง (Absolute Financial Freedom) ถือเป็นขั้นสูงสุดของอิสรภาพทางการเงินที่มนุษย์ทุกคนใฝ่ฝัน หมายถึงสถานะที่รายได้จาก Passive Income มากเกินกว่าที่เราคาดไว้ สามารถซื้อทุกสิ่งทุกอย่างที่เราต้องการได้ เกณฑ์ที่ใช้วัดกันก็คือมี Passive Income เป็นจำนวนอย่างน้อย 3 เท่าของ Passive Income ที่ได้ในขั้นที่ 4 เช่น หากอิสรภาพทางการเงินขั้นเริ่มต้นต้องการรายได้จำนวนเดือนละ 200,000 บาท ในขั้นสุงสุดนี้ก็ต้องการรายได้ถึง 600,000 บาทต่อเดือน อย่าลืมว่าต้องเป็นรายได้ที่เราได้มาโดยที่เราไม่ต้องทำงานแล้วนะ

   คนส่วนมากมักจะคิดว่าเมื่อเราเดินทางมาถึงอิสรภาพทางการเงินในแต่ละขั้นแม้แต่ขั้นสูงสุดแล้ว เราจะไม่มีวันกลับไปเป็นแบบเดิมอีก ซึ่งต้องบอกว่าไม่แน่เสมอไป อิสรภาพทางการเงินแม้จะเป็นความมั่นคงทางการเงินที่ถือว่ามากที่สุดแต่ก็ไม่ใช่ภาวะที่ตายตัวยังสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา อิสรภาพทางการเงินของเราจะอยู่กับเรานานแค่ไหน จะยั่งยืนมากน้อยเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับการวางแผน การบริหารจัดการของตัวเราซึ่งต้องมีอยู่ตลอดเวลา บางคนคิดว่าอิสรภาพทางการเงินคือเราไม่ต้องทำอะไรแล้ว ซึ่งก็ไม่ใช่ถูกที่เราไม่ต้องไปทำงานเหมือนเดิมทุกวัน เราใช้เงินใช้ทรัพย์สินใช้สมองทำงานให้เรา แต่เราก็ยังต้องขวนขวายหาความรู้เพิ่มเติมตลอดเวลา ทรัพย์สินที่จะสร้างรายได้แบบ Passive Income ก็อาจเปลี่ยนรูปแบบไปเรื่อย ๆ ตามยุคตามสมัย ซึ่งเราก็ต้องก้าวตามให้ทัน ที่สำคัญแต่ละขั้นที่จะค่อย ๆ ก้าวบันไดขึ้นไปสู่จุดสูงสุดที่เราจะมีห่านทองคำเป็นของตัวเองก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยความอดทน ไม่ย่อท้อ ความสำเร็จจะรอคอยหากเราเรียนรู้และค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไปทีละก้าวตามแนวทางบันได 5 ขั้น ที่วางไว้ มีคนเป็นจำนวนมากที่ติดกับดักอิสรภาพทางการเงิน เช่น ทำงานที่ตนเองไม่ถนัดไม่มีความรู้หรือไม่ชอบ เลือกลาออกจากงานประจำก่อนที่จะมีความมั่นคงทางการเงิน บางครั้งก็เหมือนกับต้องกลับไปเริ่มนับหนึ่งใหม่อยู่บ่อย ๆ ทำให้เสียเวลาแทนที่จะก้าวถึงขั้นต่อไปได้เร็วก็ต้องไปเริ่มขั้นที่ 1 ใหม่ ทางเดินก็ยิ่งทอดยาวออกไปไกลอีก

อย่าลืมว่าทุกคนสามารถมีอิสรภาพทางการเงินได้ และทุกอย่างอยู่ที่ใจและความพอเพียง อิสรภาพทางการเงินของเราอาจหมายถึงแค่การมีรายได้จาก Passive Income เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายที่จำเป็น และฟุ่มเฟือยได้บ้างเล็กน้อย หากเราคาดหวังเพียงแค่นั้นว่าเป็นชีวิตในรูปแบบที่จะสร้างความสุขให้กับเราได้แบบยั่งยืน ก็ถือว่านั่นคืออิสรภาพทางการเงินของเราแล้วเหมือนกัน