อนาคตการเงินสำหรับลูก

วางแผนอนาคตการเงินสำหรับลูกน้อย การสอนให้ลูกน้อยรู้จักใช้เงิน

   คนหนุ่มสาวสมัยปัจจุบันมีแนวโน้มแต่งงานและมีลูกกันช้า ส่วนใหญ่เข้าเลขสามกันแล้วถึงจะเริ่มแต่งงานมีครอบครัว บางคู่แต่งงานกันแล้วก็ยังคิดหน้าคิดหลัง คิดแล้วคิดอีกเรื่องจะมีลูกสักคน ถึงแม้ทั้งฝ่ายชายและหญิงจะมีการงานที่ค่อนข้างมั่นคงแล้ว แต่ก็กลับห่วงหน้าพะวงหลัง กลัวอย่างนั้นอย่างนี้ เห็นเพื่อน ๆ มีแล้วมาแชร์ประสบการณ์การมีลูกแต่ละอย่างก็ยิ่งทำให้เกิดอาการ “นอยด์” อย่างไม่มีเหตุผล ส่วนบางคนก็ไม่มีจังหวะพร้อมที่จะมีลูกในตอนนั้น ๆ เนื่องจากติดปัญหาเรื่องงาน จังหวะไม่เหมาะที่จะตั้งครรภ์และมีลูกในตอนนั้นเพราะห่วงสถานภาพทางการงาน จนบางทีลืมคิดไปว่าช่วงระยะเวลาในการเจริญพันธุ์ของผู้หญิงนั้นมีจำกัด ไม่ควรเกิน 35 ปี หากเกินกว่าช่วงอายุนี้แล้วคุณภาพของไข่จะเสื่อมถอยลงเรื่อย ๆ การเสื่อมถอยของไข่ของผู้หญิงนั้นแปลผันตามอายุที่เพิ่มขึ้น และจะเสื่อมลงในอัตราก้าวหน้าแบบ exponential คือ ก้าวกระโดด ไม่ใช่ค่อย ๆ เสื่อมลงทีละนิดละน้อยอย่างที่หลายคนเข้าใจ ดังนั้น การวางแผนมีบุตรก่อนวัย 35 ปี จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกครอบครัวควรรู้และเข้าใจ หากไม่ทำความเข้าใจเสียก่อนอาจพลาดโอกาสสำคัญของชีวิตไปได้อย่างไม่มีวันย้อนกลับได้เลย

จากการเปิดหัวเรื่องมาอาจยิ่งทำให้คู่รักหลาย ๆ คู่ เกิดความวิตกกังวล เหตุเพราะมันมะรอมมะร่อจวนเจียน 35 ปี เต็มที หากคู่รักใดที่ยังมีปัญหาตัดสินใจไม่ได้เสียทีว่าจะมีบุตรดีหรือไม่ ก็ควรคิดพิจารณาให้รอบด้าน และวางแผนชีวิตในหลาย ๆ เรื่องให้รัดกุม เพราะนั่นถือเป็นความรับผิดชอบของพ่อแม่ที่จะพึงกระทำต่อชีวิต อีกหนึ่งชีวิตที่กำลังจะถือกำเนิด มาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเรา เป็นก้าวย่างสำคัญของทุก ๆ คนที่เป็นส่วนประกอบของครอบครัวเลยทีเดียว น่าแปลกที่หลายคู่รักกลัว กังวล แต่ไม่เคยคิดพิจารณาอย่างจริงจัง ถึงขนาดยังไม่ทันจะเริ่มต้นตั้งคำถามก็หยุดความคิดไว้ด้วยประโยคง่าย ๆ ที่ว่า จะมีลูกได้อย่างไร บ้านยังไม่มี ยังกู้ไม่ผ่านเลย หรือว่าถ้ามีลูกแล้วคงจะไม่ไหว ไม่มีคนเลี้ยง จะว่าไปมันก็ไม่ใช่ประโยคง่าย ๆ สักเท่าไรนัก เป็นปัญหาใหญ่เลยทีเดียว แต่หากเทียบกับปัญหาที่ว่า เราจะสร้างชีวิตใหม่ขึ้นมาสักคนหนึ่งเป็นลูกของเราดีหรือเปล่า ถ้าเปรียบเทียบกับปัญหาที่กลัว กับความคิดที่จะมีลูก แล้วคำตอบของเราคือเรื่องมีลูกสำคัญกว่า “ก็จงมีลูกเถิด แล้วมานั่งวางแผนกันอย่างรอบคอบดีกว่า”

การวางแผนการเงินเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของการวางแผนชีวิต การวางแผนสร้างโครงสร้างของครอบครัวนั้นยิ่งมีหลายเรื่องหลายปัจจัย เพราะครอบครัวประกอบด้วยหลายชีวิตที่เราจะต้องวางรากฐานและรับผิดชอบสร้างครอบครัวให้มั่นคงและมีคุณภาพ ดังนั้น พื้นฐานของการวางแผนชีวิตและครอบครัวที่มั่นคงและมีคุณภาพนั้น เริ่มมาจากการวางแผนการเงินนั่นเอง การวางแผนการเงินต้องอาศัยปัจจัยพื้นฐานหนึ่งที่สำคัญยิ่งกว่าความสามารถในการหารายได้ นั่นคือความมีวินัยทางการเงินนั่นเอง

ในเมื่อสิ่งพื้นฐานที่สุดในการสร้างความมั่นคงให้กับโครงสร้างครอบครัวคือการมีวินัยทางการเงิน การมองไกลไปถึงการฝึกให้ลูกมีนิสัยมีวินัยทางการเงินย่อมเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้มั่นใจได้ว่า ในอนาคตลูกของเราจะโตขึ้นพร้อมกับเป็นผู้ใหญ่ที่พร้อมด้วยปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของการสร้างครอบครัวของเขาเองได้

เมื่อแยกย่อยแตกวงเล็บของการมีวินัยทางการเงินนั้น ประกอบไปด้วย “วินัย” และ “เงิน” การสอนให้ลูกมีวินัยได้จะต้องปลูกฝังความเป็นเหตุและผล ให้ลูกเข้าใจ Cause and Effect นั่นคือ หากทำแบบนี้ ก็จะส่งผลให้เกิดแบบนี้ การสอนให้ลูกมีเหตุและผลสามารถทำได้ตั้งแต่เป็นเด็กทารกผ่านการเล่นตามพัฒนาการ เช่น กดปุ่มสีแดง จะมีเสียงวัวร้อง ถ้ากดปุ่มสีเขียว จะได้ยินเสียงนก ถึงแม้เด็กทารกจะไม่รู้จักว่าอะไรคือเสียงวัว อะไรคือเสียงนก แต่เด็กก็จะเข้าใจคอนเซ็ปต์ของ Cause and Effect ได้อย่างถ่องแท้ และเป็นที่มาของการอธิบายเหตุและผลในลำดับถัดไป เมื่อเด็กเจริญวัยได้ถึง 3 ปี เริ่มทำอะไรด้วยตัวเองได้บ้างแล้ว ก็สามารถเริ่มให้เขาได้รู้จักช่วยเหลือตัวเอง เช่น ใส่ถุงเท้าเอง ติดกระดุมเสื้อเอง การฝึกฝนอย่างต่อเนื่องถึง 5 ขวบ เด็กจะสามารถรับผิดชอบการแต่งการด้วยตัวเองได้ทั้งหมด

เมื่อเด็กห้าขวบแล้ว เด็กจะเริ่มเข้าใจคำว่าเวลาและนาฬิกาอย่างง่ายแล้ว ถึงแม้จะยังดูนาฬิกาไม่เป็น การใช้เวลาเป็นตัวกำหนดให้เด็กเสร็จงานที่ได้รับมอบหมายเป็นการฝึกวินัยให้กับเด็กอย่างฝังรากลึก เด็กจะสามารถรับผิดชอบงานง่าย ๆ ที่ผู้เป็นพ่อแม่มอบหมายให้ได้ เช่น เก็บจาน เก็บที่นอน และงานที่สำคัญ ๆ เพิ่มขึ้นตามลำดับอายุนั่นเอง

และที่ห้าขวบนี้เอง การเข้าใจคอนเซ็ปต์เรื่องการใช้เงิน และเริ่มแยกแยะออกว่าเลขอะไรมากกว่าเลขอะไรแล้ว เราสามารถเริ่มให้เงินเด็กเพื่อใช้จ่ายเองที่โรงเรียนได้เอง เช่น ถ้าเรารู้แน่ ๆ ว่า เด็กต้องจ่ายค่าขนมปัง 10 บาท และน้ำส้มอีก 10 บาท ก็ให้ ๆ เงินลูกพอดี 20 บาท ทุกวัน และควบคุมให้ลูกใช้จ่ายตามที่กำหนด เมื่อกำหนดได้แล้ว (อาจใช้เวลา 1 ภาคการศึกษา) ก็ให้เงินลูกเพิ่มเป็น 25 บาท เพื่อให้ลูกเหลือ 5 บาท สำหรับเป็นเงินออม แรกเริ่มนั้น การออมของเด็กอาจยังไม่มีเหตุผล เพราะเด็กอาจไม่เข้าใจถึงความยากเย็นในการสะสมเงิน หากเด็กอยากได้อะไร อาจเริ่มให้เด็กสะสมเงินเพื่อซื้อของนั้น ๆ ด้วยตัวเอง เมื่อนั้นเด็กจะเข้าใจว่า

1. ออมไปทำไป (เป็นข้อเท็จจริง)

2. การออมเงินต้องใช้เวลา (เป็นข้อเท็จจริง)

3. เมื่อการออมเงินใช้เวลาจึงต้องมีการวางแผนหากต้องการจะซื้ออะไรสักอย่าง (เป็นเหตุเป็นผล)

4. หากต้องการเงินเพิ่ม ต้องรู้จักหาเงินเพิ่มเติม เช่น นวดขาให้คุณปู่ 10 นาที ได้เงิน 10 บาท เป็นต้น เด็กอายุ 7 ขวบ สามารถสอนให้รู้จักการค้าขายเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้ เช่น ตั้งโต๊ะหน้าบ้านเพื่อขายมะนาว พ่อแม่ต้องสอนและดูแลช่วยเหลือเป็นที่ปรึกษา เมื่อเด็กมีโครงการขายมะนาวในหัว เด็กก็จะเริ่มคิด ต้องมีโต๊ะ มีตระกร้ามะนาว มีถุงใส่ มะนาว เด็กอาจคิดต่อเพราะเคยสังเกตจากการเดินตลาดกับคุณแม่ว่าต้องมีป้ายราคาลูกละเท่าไหร่ ต้องมีการเอ่ยปากชวนเชิญลูกค้าให้เข้ามาซื้อ เป็นต้น

   การเล่นขายของแบบจริงจัง เด็กจะคิดและเข้าใจเรื่องการเงิน เหตุและผล ในระดับ Multi-Level ผู้เป็นพ่อแม่ต้องคะยั้นคะยอให้ลูกสรุปงานจากการขาย ว่าขายได้เท่าไหร่ กำไรเท่าไหร่ และคงเหลือสินค้าเท่าไหร่ รวมถึงถามคำถาม “Will be better if…” คือ คำถามให้เด็กคิดจากการสังเกตลูกค้าเพื่อพัฒนาการขายให้ดีขึ้น เช่น ทำเลหน้าบ้านไม่ค่อยดีเพราะเป็นซอยย่อย ขยับโต๊ะไปที่ริมถนนเมนดีกว่า (พ่อแม่ต้องคุยกับนิติก่อนว่ากำลังสอนลูกเรื่องการเงิน) คนจะเห็นเยอะกว่า หรือลูกค้าส่วนใหญ่เป็นแม่บ้านชาวพม่า เราควรมีป้ายราคาภาษาพม่าด้วย เป็นต้น (เป็นเหตุเป็นผล และการกำหนดซึ่งเหตุเพื่อหวังผล)

5. ถึงตอนนี้เด็กจะรู้ว่าการให้ได้มาซึ่งเงินนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ต้องอดทนเก็บเงิน ไม่กินขนม รวมถึงต้องนั่งหลังแข็งรอลูกค้ามาซื้อมะนาวด้วย ทำให้เด็กรู้จักที่จะใช้เหตุผลในการซื้อของมากกว่าที่จะใช้อารมณ์ รวมถึงชั่งน้ำหนักว่าเรายอมไม่ซื้อของเล่นชิ้นนี้ที่เราอยากได้ แต่เก็บไว้ไปซื้อของเล่นอีกชิ้นที่เราอยากได้มากกว่าจะดีกว่า การปลูกฝังเด็กเช่นนี้ มีแนวโน้มว่าเด็กจะรักและหวงแหนของมากกว่า รวมทั้งทำให้เป็นคนรักษาของมากกว่าด้วย

   เห็นได้ว่าการปลูกฝังเด็กให้มีพื้นฐานการมีวินัยทางการเงินนั้น ต้องใช้เวลาและการให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิดต่อเนื่อง อย่างค่อยเป็นค่อยไป ต้องไม่ลืมว่าเด็กมีความไม่รู้อยู่มาก จึงต้องอดทนพยายามที่จะอธิบายต่อคำถามที่อาจเกิดขึ้นอย่างไม่รู้จบให้ได้ แต่นั่นก็คุ้มค่ามากพอที่จะแลกให้ลูกได้มีปัจจัยที่สำคัญที่สุดต่ออนาคตของตัวเขาเอง

ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นเรื่องการปลูกฝังในด้านจิตใจ เสริมสร้างลักษณะนิสัยให้กับลูกน้อย แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้เป็นพ่อแม่ต้องเตรียมไว้ให้ลูก นั่นคือ ความมั่นคงทางการเงินของครอบครัว เพื่อเป็นการการันตีถึงความสามารถในการเลี้ยงดูลูก และดูแลเรื่องการศึกษาของลูกได้อย่างมั่นคง ทั้งนี้รวมไปถึงค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นนอกเหนือจากการเลี้ยงดูในชีวิตประจำวัน เช่น การเรียนเสริมเพื่อเพิ่มพัฒนาการ เรียนว่ายน้ำ ยิมนาสติก หรือเรียนเปียโน เป็นต้น

ความมั่นคงอีกอย่างที่สำคัญมาก ๆ คือ การดูแลรักษาพยาบาลยามเจ็บป่วย ค่าใช้จ่ายหาหมอยามเจ็บป่วยเป็นเรื่องจำเป็นและมีราคาค่อนข้างสูง การเลือกกรมธรรม์สุขภาพสำหรับเด็ก อาจเป็นทางเลือกที่ฉลาด ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ควรเลือกให้เหมาะกับลูกของเราด้วย เพราะเบี้ยกรมธรรม์สุชภาพ เป็นเบี้ยจ่ายทิ้งและมีราคาค่อนข้างสูงกว่าผู้ใหญ่หลายเท่าตัว หากสังเกตแล้วว่าลูกเราค่อนข้างป่วยง่าย หาหมอบ่อย ก็ควรพิจารณาทำประกันสุขภาพให้ลูกเลย

ประกันอีกอย่างหนึ่งที่พ่อแม่สามารถทำให้ลูกได้ตั้งแต่แรกเกิดเลยคือประกันเงินออมเพื่อการศึกษา มีหลายบริษัทประกันชีวิตที่ออกผลิตภัณฑ์ประเภทนี้มาเพื่อตอบโจทย์ให้กับพ่อแม่โดยเฉพาะ ลักษณะประกันมักส่งยาว 10 หรือ 15 ปี เบิกถอนได้หลังลูกอายุ 15 เป็นต้น แต่สามารถให้ความคุ้มครองวงเงินมากพอสำหรับการเรียนระดับอุดมศึกษาของลูกได้ หากเงินก้อนนี้ไม่ได้เบิกถอนตามอายุกำหนด ลูกอาจเลือกเก็บไว้จนกรมธรรม์มีอายุได้ถึง 80 ปี เป็นหลักประกันยามแก่ให้กับลูกได้เป็นเงินหลายสิบล้านบาทเลยทีเดียว ประกันประเภทนี้เอาใจกลุ่มพ่อแม่ที่เพิ่งมีลูกน้อยตอนที่วัยเกิน 35 ปีแล้ว เนื่องจากพอลูกโตเข้าวัยรุ่น ต้องใช้เงินในการศึกษาต่อเป็นจำนวนมาก ในขณะที่พ่อแม่อาจมีความสามารถในการหาเงินได้น้อยลงเนื่องจากวัยที่มากขึ้น หรืออาจต้องเกษียรงานตามอายุ ประกันการศึกษาบุตรเป็นหลักการันตีให้กับลูกได้ในระดับหนึ่งเลยทีเดียว

การออมเพื่อลูกน้อยและการลงทุนเพื่ออนาคตของลูกก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่พ่อแม่ควรสร้างกระปุกเพิ่มเพื่อจัดสรรเงินได้ของครอบครัว การออมเพื่ออนาคตมักมองเป็นการออมระยะกลางถึงยาว (5-20 ปี) การออมสามารถออมได้ในหลายรูปแบบ ทั้งนี้ขึ้นกับความถนัดของพ่อและแม่เอง การออมในทองคำและหุ้นเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ พันธบัตรก็เป็นอีกตัวเลือกที่ดี โดยต้องดูปัจจัยแวดล้อมด้วย เช่น เราสามารถเก็บทองคำที่บ้านได้หรือไม่ ปลอดภัยแค่ไหน หรือควรมีเซพที่ธนาคารเพื่อเก็บสิ่งของมีค่าไว้ เป็นต้น การลงทุนหุ้นที่เป็นการออมหุ้นจริง ๆ เช่น เลือกหุ้น VI ที่มั่นคงสักตัวสองตัวและเปิดพอร์ตออมหุ้นให้ลูก จนถึงเขาโตพอที่จะดูแลพอร์ทของเขาเองได้ ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งของพ่อแม่ยุคใหม่นี้ด้วยเช่นกัน

การสร้างรากฐานธุรกิจให้ลูก นอกจากเงินออมและการประกันเพื่อลูกแล้ว หลายคนเลือกที่จะสร้างโอกาสทางธุรกิจให้ลูกที่เป็นลักษณะ Passive Income เช่น การเริ่มสร้างธุรกิจ Network Marketing ประเภทที่ส่งถ่ายถึงบุตรธิดาได้ หรือบางคนเริ่มสร้างฐานธุรกิจให้เช่า เช่น สร้างอพาทเมนต์ สร้างตลาดแบ่งให้เช่า ทำธุรกิจเปียโนให้เช่า หรือซื้อคอนโดเก็บไว้ ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถสร้างหลักประกันให้ครอบครัวและลูกน้อยได้เป็นอย่างดี

สิ่งสุดท้ายที่ขาดไม่ได้เลย นั่นคือ การดูแลรักษาสุขภาพของตัวพ่อและแม่เอง ต้องอย่าลืมว่ารายได้ที่สร้างความมั่นคงให้กับลูกน้อยนั้นมาจากพ่อแม่ การปลูกสร้างลักษณะนิสัยให้ลูกมีวินัยทางการเงินก็มาจากพ่อและแม่ หากพ่อแม่ป่วยก็อาจกระทบกำลังความสามารถในการหาเงินมาเลี้ยงครอบครัว รวมถึงต้องปันเงินส่วนหนึ่งมาเพื่อรักษาพยาบาลอีกด้วย การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งจำเป็น แต่เดิมเราอาจไม่มีเป้าหมายแน่ชัดในการออกกำลังกาย เพราะเมื่อว่างจากการทำงานก็อยากพักผ่อน การออกนอกบ้านไปเล่นกับลูกโดยถือเป็นการออกกำลังกายไปในตัวให้ลูกเห็น นอกจากจะเป็นการสร้าง Attachment เชื่อมโยงกันระหว่างพ่อแม่ลูกได้เป็นอย่างดีแล้วนั้น ยังเป็นการสร้างนิสัยรักสุขภาพให้ลูกน้อยไปในตัวด้วย

ถึงตรงนี้แล้วจะพบว่า การสร้างครอบครัวที่ประกอบไปด้วยพ่อแม่และลูกให้มั่นคงได้นั้น อาศัยปัจจัยและรากฐานที่แข็งแรง ซึ่งจำเป็นต้องถูกปลูกฝังตั้งแต่ยังเล็ก ในบทความนี้ได้รวบรวมทุกมิติของการสร้างครอบครัวเพื่ออนาคตของลูกน้อยที่เป็นที่รักของผู้เป็นพ่อและแม่ไว้อย่างครอบคลุมแล้ว ทั้งนี้จะต้องไม่ลืมว่าอนาคตของลูกน้อยขึ้นอยู่กับพ่อแม่และความแข็งแรงของครอบครัวเป็นหลัก การกระทำใด ๆ อันเป็นการเสี่ยงต่อความมั่นคงนี้ เช่น ความเจ็บป่วย ควรหลีกเลี่ยงและให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด ซึ่งสามารถป้องกันได้ในระดับหนึ่งด้วยการเสริมสร้างความแข็งแรงให้ตัวเอง อาจป้องกันในระดับที่สูงขึ้นด้วยการพิจารณาการประกันชีวิตและสุขภาพเป็นต้น สำหรับตัวลูกนั้น พ่อแม่ก็ต้องมีการวางแผนทางการเงินเตรียมไว้เพื่อการศึกษา ซึ่งอาจอยู่ในรูปการประกันเงินออมเพื่อการศึกษา การออมเพื่อลูกในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นทองคำ หุ้น พันธบัตร หรือ Passive Income ที่ส่งผ่านมรดกได้ การเตรียมความพร้อมด้านการศึกษาและเรียนเสริมทักษะที่จำเป็น รวมถึงการวางรากฐานปัจจัยสำคัญที่สุดให้แก่ลูกนั่นคือ ความมีวินัยทางการเงิน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้คือสิ่งที่ผู้เป็นพ่อแม่ต้องคิดและวางแผน โดยวางหัวข้อและนำไปใส่ในแผนการเงินของครอบครัวให้ชัดเจน ถึงแม้หลายครอบครัวไม่ได้มีแผนเป็นกระดาษชัดเจน แต่ผู้เป็นพ่อแม่เข้าใจแจ่มแจ้งอยู่ในหัวอยู่แล้วก็ไม่เป็นไร อย่าเป็นกังวลว่าแผนการเงินเมื่อมีลูกดูแล้วก็เห็นแต่รายจ่าย ต้องไม่ลืมว่าความสามารถในการหาเงินก็จะโตขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน การเห็นภาระครบทุกมิติแล้ว จะทำให้ผู้เป็นพ่อแม่ได้ตระหนักรู้ถึงสิ่งที่จะต้องเจอภายภาคหน้า และเตรียมตัวให้พร้อม เมื่อถึงเวลาทุกอย่างก็ได้เตรียมพร้อมให้กับอนาคตของลูกแล้ว